Showing posts with label เด็ก. Show all posts
Showing posts with label เด็ก. Show all posts

Monday, September 19, 2016

เฉยๆ นิ่งๆ ระงับอารมณ์โกรธ

มีประสบการณ์เล็กๆจะมาจดบันทึกเอาไว้จะได้กลับมานั่งอ่านเวลาระงับอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ เรื่องมีอยู่ว่า ลูกคนเล็กอายุประมาณ 7 ขวบจะแสดงอารมณ์โมโหเมื่ออยากซื้อขนมที่ตัวเองอยากกินและโวยวายจะเอาให้ได้ ณ เวลานั้น ผู้เป็นพ่อก้อวิ่งตามอารมณ์ลูก ลูกก็ยิ่งโวยวายหยุดกันไม่ได้เลยคราวนี้ แม่พยายามจะเงียบและให้สถานการณ์นั่นผ่านไป แต่ผู้เป็นพ่อเริ่มเบาลงแต่ก็จะพยายามสอนลูกตอนนั้นว่าเรามาตกลงกันโน่นนี่นั่น แต่ลูกไม่ฟังจะเอาให้ได้ตอนนี้เลย แม่เริ่มไม่ไหวบอกพ่อไปว่าลองเงียบสักพักปล่อยให้ลูกสงบสติอารมณ์ให้ได้ก่อน พ่อเริ่มเงียบลูกเริ่มเงียบ ผ่านไปสักพักลูกสงบ แม่พูดว่าเดี๋ยวแวะซื้อแต่ก่อนจะไปซื้อ มีการพูดคุยและตกลงกันว่าต้องไปขอโทษพ่อกับเหตุการณ์ที่ได้ทำลงไป ลูกตกลงและทำทุกอย่างตามที่คุยกัน จบ สถานการณ์นี้ทำให้เห็นว่าเราไม่สามารถสอนลูกหรือบังคับให้ลูกหยุดได้ในขณะที่เค้ามีอารมณ์


Friday, November 28, 2014

ขอพื้นที่เล็กๆให้ยังเป็นเด็ก

เด็ก คำนี้ดีนะคะ ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องกังวลอะไร อยากทำอะไรก้อทำ อยากพูดอะไรก้อพูด มีแต่ผู้ใหญ่นี่แหละที่คอยห้ามไม่ให้เด็กทำโน้นทำนี่ มีกรอบให้เด็กตลอดเวลา ผู้ใหญ่อย่างเราบางครั้งลองให้ตัวเองได้อยู่ในพื้นที่ของความเป็นเด็กดูบ้าง ชีวิตจะมีความสุขอีกเยอะเลย ชอบเพลงนี้จังเลยขอคัดลอกมาเก็บเอาไว้ในบล๊อกคะ

เพลง : พื้นที่เล็กๆ
ศิลปิน : ตรัย ภูมิรัตน์

จะต้องถอนใจ อีกสักเท่าไร
โลกแห่งความเป็นจริง ไม่เคยเป็นอย่างใจ
วันและคืนเปลี่ยนหมุน ให้เราวิ่งตามเรื่อยไป
โตแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนไป
การเป็นผู้ใหญ่ มันไม่ง่ายเลย
มันไม่คุ้นไม่เคย ยิ่งคิดยิ่งเหนื่อยใจ
ไม่มีเวลาเหลือ ไว้ฟังไว้คิดถึงใคร
โตแล้ว ต้องทำอย่างไร
เมื่อนาฬิกาในชีวิตหมุนเร็วกว่าใจ
จนตัวเราเองอาจหล่นหาย
เมื่อเด็กคนหนึ่งที่อยู่ในใจ เขาไปไหน
ทำไมวันนี้เขาหายไปจากเรา
ขอพื้นที่เล็กๆให้ยังเป็นเด็กอยู่ได้ไหม
ในวันนึงเท่าไร ก็ไม่เปลี่ยนไปได้หรือเปล่า
ให้ความสดใส ยังอยู่กับเรา อย่าให้ใครเขามาแย่งไป
แค่เพียงอยาก ขอพื้นที่เล็กๆนี้ยังเป็นเด็กไปนานๆ
ให้เรายังได้ฝัน ให้เรายังยิ้มได้
โลกแห่งความจริง มันจะดีหรือร้าย
เก็บความเป็นเด็กในหัวใจ เอาไว้
ตรงขอบฟ้านั้น มีรุ้งพาดผ่าน
เมื่อความจริงความฝันได้มาบรรจบกัน
ที่ดินแดนแห่งนั้น เด็กน้อยคนหนึ่งกับฉัน
จูงมือเดินไปด้วยกัน
เมื่อนาฬิกาในชีวิตหมุนเร็วกว่าใจ
จนลืมว่าเราเคยเป็นใคร
อย่าลืมเด็กน้อย ทิ้งปล่อยเขาคอยอยู่เดียวดาย
ได้ยินใช่ไหมเสียงนั้นที่เรียกเรา
ขอพื้นที่เล็กๆให้ยังเป็นเด็กอยู่ได้ไหม
ในวันนึงเท่าไร ก็ไม่เปลี่ยนไปได้หรือเปล่า
ให้ความสดใส ยังอยู่กับเรา อย่าให้ใครเขามาแย่งไป
แค่เพียงอยาก ขอพื้นที่เล็กๆนี้ยังเป็นเด็กไปนานๆ
ให้เรายังได้ฝัน ให้เรายังยิ้มได้
โลกแห่งความจริง มันจะดีหรือร้าย
เก็บความเป็นเด็กในหัวใจ จะอยู่กับฉันตลอดไป
(ขอพื้นที่เล็กๆ ขอพื้นที่เล็กๆ ขอพื้นที่เล็กๆ ให้ใจยังเป็นเด็ก)
อยู่กับฉันตลอด ไม่ให้ใครแย่งไป
(ขอพื้นที่เล็กๆ ขอพื้นที่เล็กๆ ขอพื้นที่เล็กๆ ให้ใจยังเป็นเด็ก)


Thursday, November 6, 2014

การเลี้ยงลูก

เคยคิดมั้ยคะว่าทำไมสมัยนี้พ่อแม่ทำไมถึงวางแผนโน้นนี่นั่นให้ลูกมากมาย วางแผนกันตั้งแต่ท้องกันเลยทีเดียวว่าจะเอาอะไรใส่สมองของลูก วันนี้มีบทความของคุณ Tadashi Matsui ผู้ก่อตั้ง สำนักพิมพ์ Fukuinakan Shoten มาให้พิจารณากันคะ

"พ่อแม่สมัยนี้สนใจการพัฒนาสติปัญญาของลูก มากจนเกินไป อยากให้ลูกโตเร็วและฉลาดหลักแหลม วางแผนตั้งแต่ก่อนคลอดแล้วว่าจะเอาอะไรใส่สมองของลูก เห็นลูกเป็นเป้าหมาย การสอนวิชาการมากกว่าการเลี้ยงดูให้ลูก มีความสุข รู้จักคุณค่าของชีวิต เข้าใจผิดคิดว่า การเลี้ยงดูคือการสั่งสอน ซึ่งส่งผลใหญ่หลวง แรงผลักดันของพ่อแม่แบบนี้ ทำให้เด็กปิดประตูใจและต้องอดทนต่อแรงผลักดันนี้เรื่อยๆ บวกกับแรงผลักดันจากโรงเรียนซึ่งเร่งสอนเด็ก ทำให้เด็กเติบโตอย่างบิดเบี้ยว ซึ่งผลจะปรากฏเมื่อเด็กกลายเป็นวัยรุ่นที่ไม่ฟังเสียงพ่อแม่และครูอีกต่อไป และพอถึงตอนนั้น ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบและทนทุกข์ทรมานร่วมกับลูกคือ พ่อแม่เท่านั้น"

Tadashi Matsui, ผู้ก่อตั้ง สนพ. Fukuinkan Shoten เจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือดีจำนวนมาก



Tuesday, October 28, 2014

8 กลยุทธ์สอนลูกให้ฉลาดรอบด้าน

 8 กลยุทธ์สอนลูกให้ฉลาดรอบด้าน 

เป็นธรรมดาของคนเป็นพ่อแม่ที่อยากเห็นลูกเติบโตเป็นเด็กฉลาด และอารมณ์ดี แต่คงต้องยอมรับด้วยว่า ในโลกใบนี้ไม่ได้ต้องการแค่คนที่เก่งด้านภาษา และคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ยังต้องการคนที่ฉลาดในด้านอื่น ๆ เพื่อสร้างโลกให้สวยงามด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ผ่านหัวข้อ "พหุปัญญา 8 วิธีสร้างลูกฉลาดรอบด้าน และโภชนาการในช่วงแรกของชีวิต" ในงานแอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส (ประเทศไทย) ว่า พ่อแม่ และครูควรค้นหาจุดเด่นของเด็กว่ามีความฉลาดทางด้านใดบ้าง แทนการยึดถือตามความเชื่อเดิม ๆ ที่นิยามว่า เด็กเก่ง คือ เด็กที่มีความฉลาดเพียงบางด้าน เช่น ด้านคณิคศาสตร์ ด้านภาษา

สอดรับกับทฤษฎีพหุปัญญาของดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่บ่งชี้ว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถต่างกันในแต่ละด้าน หากพ่อแม่ และครูค้นพบจุดเด่นของเด็กก็จะช่วยส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างรวดเร็วขึ้น ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจและอดทนที่จะสอนเด็กให้เหมาะกับสไตล์การเรียนรู้ของพวกเขา ถึงแม้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เด็กควรได้รับการดูแลในรูปแบบที่แตกต่างกันตามจุดเด่นในแต่ละด้านดังต่อไปนี้

1. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านภาษา

เด็กกลุ่มนี้จะมีความเข้าใจคำศัพท์และใช้ภาษาได้เป็นอย่างดี ใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย เรียนรู้ไวยากรณ์ได้อย่างรวดเร็ว และนำไปใช้ได้ดี นอกจากนี้ พวกเขาชอบสนุกกับการต่อคำศัพท์ และเกมอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็ชื่นชอบโคลงกลอน เพลง และนิทานด้วย

หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรให้เด็กเข้าถึงแหล่งความรู้ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เช่น หนังสือ สารานุกรม หรือเว็บไซต์ หาเวลาอ่านหนังสือร่วมกันกับเด็ก และกระตุ้นให้เด็กถามคำถามทันทีที่สงสัย จากนั้นหาโอกาสให้เด็กนำเรื่องราวที่พวกเขาเคยอ่าน หรือฟังมาแล้วนำกลับมาเล่าใหม่ โดยให้พวกเขาแสดงเป็นตัวละครต่าง ๆ ในเรื่อง และคิดบทพูดให้เข้ากับสถานการณ์

2. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ

เด็กกลุ่มนี้จะมีความเข้าใจเรื่องตัวเลขได้รวดเร็ว เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ดี มีทักษะในการแก้ปัญหา และถ้าเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อน เด็กสามารถแยกแยะจัดลำดับ และเข้าใจรูปแบบของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น เด็กกลุ่มนี้มักจะชอบเล่นเกมที่ต้องแก้ปัญหาทุกชนิด

หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรให้เด็กลองคิดหาเหตุผลเบื้องหลังสิ่งต่าง ๆ เช่น เกมปริศนาที่เกี่ยวกับตัวเลข มีการถามคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้ความคิดอย่างต่อเนื่อง หรือช่วยให้เด็กแบ่งแยกสิ่งที่ได้เรียนรู้ออกมาเป็นหลายขั้นตอน

3. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านดนตรี

เด็กกลุ่มนี้จะมีทักษะในการฟังที่ดีเยี่ยม สามารถแยกแยะความแตกต่างเล็ก ๆ น้อยได้อย่างง่ายดาย และมักหลงใหลในเสียงดนตรี และเสียงเพลง ที่สำคัญพวกเขาชอบทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นคำคล้องจอง หรือเป็นแบบแผน เช่น ใช้เทคนิคในการเรียนรู้ผ่านบทเพลง จังหวะ และคำกลอน

หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรหาหนังสือที่มีเสียงสัมผัสให้ลูกได้อ่าน ส่งเสริมเขาให้เรียนรู้ และจดจำสิ่งต่าง ๆ เป็นเสียงดนตรี หาเกมเกี่ยวกับตัวเลข และรูปทรงมาให้เล่น หรือหารูปทรงต่าง ๆ ให้ลูกเรียนรู้ หรืออาจให้เด็กใช้ส้อมเสียง น้ำ ทราย หรือสิ่งรอบตัวมาทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างกันก็ได้

4. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านร่างกาย

เด็กกลุ่มนี้จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพได้ดี ชอบแสดงออก และสนุกกับกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะ และงานฝีมือ สามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างยอดเยี่ยม และมักจะเคลื่อนไหวตลอดเวลาที่เรียนรู้จนอาจดูเหมือนนั่งนิ่ง ๆ ไม่ได้

หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น อาจหากิจกรรมที่เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย ใช้กล้ามเนื้อ สร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายให้เด็กทำ เพราะถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยพัฒนาเด็กที่ฉลาดในด้านนี้ นอกจากนั้นควรให้โอกาสเด็กได้เดินคิดไปคิดมาและตัดสินใจด้วยตัวเองในขณะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งเด็กอาจจะรู้สึกลำบากมากหากต้องนั่งคิดนิ่งๆ อย่างเดียว

5. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านมิติสัมพันธ์

เด็กกลุ่มนี้มัดคิดอะไรเป็นรูปภาพ สามารถจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ในหัว และวิเคราะห์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถจินตนาการ และสร้างโลกใหม่ขึ้นมาในความคิด มีจินตนาการที่เปี่ยมล้น จดจำทิศทางได้ดี และอ่านแผ่นที่เก่ง

หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรหาหนังสือที่มีรูปภาพเยอะ ๆ ให้เด็กอ่าน เวลาอ่านหนังสือให้เด็กฟังควรเน้นให้เด็กสังเกตเห็นภาพ และเชื่อมโยงภาพนั้นกับคำที่คุณอ่าน หรืออาจจะหาของเล่น ไม่ว่าจะเป็นดินน้ำมัน กระดาษ ลูกบอล และตัวต่อ หรือใช้ภาพในการอธิบายสิ่งต่าง ๆ แทนที่จะพูดเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ หากต้องเดินทางไปนอกบ้านด้วยกันก็ควรชี้ให้เด็กสังเกตเห็น และจดจำสิ่งของหรือสถานที่ต่าง ๆ ตลอดทาง

6. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์

เด็กกลุ่มนี้มักจะชอบอยู่กับคนอื่น และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ชอบเล่นเป็นกลุ่ม สามารถนำผู้อื่นได้ดี และที่สำคัญจะมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุย หรือทำงานร่วมกับผู้อื่น จัดกิจกรรมให้เด็กได้พบปะสังสรรค์กัน โดยเฉพาะการทำความรู้จักกับเด็กคนอื่นที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาเรียนรู้ถึงบทบาท และความสามารถของผู้อื่น นอกจากนี้ เวลาอธิบายอะไรให้เด็กฟัง ควรอธิบายเป็นเรื่องราวที่มีตัวละครหลาย ๆ ตัว หรือขณะเดินทางไปนอกบ้าน ควรชี้ให้เด็กสังเกตผู้คนรอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม และอาชีพที่แต่ละคนกำลังทำ

7. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านความเข้าใจตัวเอง

เด็กกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มีความมั่นใจในตัวเอง และมักจะชอบทำสิ่งต่าง ๆ ตามสัญชาตญาณของตัวเอง อีกทั้งยังชอบริเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ ได้เอง และสามารถทำงานเพียงลำพังได้โดยไม่พึ่งใคร นอกจากนี้ยังเก่งในการทำงานให้ถึงเป้าหมาย มีความชัดเจนว่าตัวเองชอบ หรือไม่ชอบอะไร

หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดวิเคราะห์ และไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ควรชี้แนะเด็กให้เข้าใจว่า สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้นั้นมีความเชื่อมโยงกับพวกเขาอย่างไร แต่ควรให้เด็กเลือกทำ หรือวางแผนสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ควรบีบบังคับ หรือก้าวก่ายความคิดของเด็ก ๆ ในขณะที่พวกเขากำลังเรียนรู้ ควรให้เด็กมีพื้นที่ส่วนตัว เพื่อคิดไตร่ตรองในการเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ ด้วย

8. จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ

เป็นความฉลาดที่เด็กสามารถจดจำ และเข้าใจธรรมชาติรอบตัวได้ดี ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะชอบสำรวจธรรมชาติ และพยายามสังเกตเห็นรูปแบบ คุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เป็นเด็กชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้ เก็บรายละเอียดสิ่งต่าง ๆ ได้ดี และมักจะมีความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งของในหมวดเดียวกัน และสังเกตเห็นความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้

หากพบว่าลูกมีจุดเด่นในด้านนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ควรส่งเสริมให้เด็กอยู่กับธรรมชาติ รู้จักจัดการ ค้นหา พร้อมทั้งเชื่อมโยงธรรมชาติให้เข้ากับทุกอย่างที่เด็กเรียนรู้ นอกจากนี้ควรส่งเสริมวิธีคิดให้เด็ก ๆ ได้คิดว่า สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขาเรียนรู้นั้นมีผลต่อโลกนี้อย่างไร จากนั้นพยายามให้ข้อมูลด้านต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กจดจำข้อมูลเกี่ยวกับโลกรอบ ๆ ตัว โดยแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น ๆ

ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ และผู้ใหญ่ในสังคมควรเปลี่ยนมุมมองการเลี้ยงลูกจากเดิมที่ยึดติดว่า "ลูกต้องเรียนเก่ง" เป็น "ลูกเก่งด้านไหนใน 8 ด้าน" แทน เพราะโลกนี้ไม่ได้ต้องการคนที่เก่งด้านภาษา และคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ยังต้องการคนที่เก่งด้านอื่น ๆ อย่างนักดนตรี และศิลปินมาเป็นผู้สร้างสรรค์ให้โลกสวยงามด้วย

Cr : manager.co.th



Wednesday, October 8, 2014

การดุด่า กับ ความหวังดี สำหรับเด็ก


ผู้ใหญ่มักแยกไม่ออกระหว่าง "การเถียง" กับ "คำอธิบาย"
เด็กมักแยกไม่ออกระหว่าง "การดุด่า" กับ "ความหวังดี"


มอบให้กับพ่อแม่ทุกคนนะคะ

Tuesday, July 1, 2014

มือเท้าปาก ไข้หวัดใหญ่ และ ไข้เลือดออก 3 โรคร้ายในโรงเรียน

โรคยอดฮิตที่เป็นอันตรายมากอาจถึงตายได้ และที่สำคัญคือมักจะติดมาจากโรงเรียน โรคดังกล่วคือ มือเท้าปาก ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก มือเท้าปากหากโรงเรียนไหนมีเด็กเป็นโรคนี้ถึงขั้นต้องปิดโรงเรียนเพื่อฆ่าเชื้อกันเลยทีเดียว โรคนี้ลูกชายเคยเป็นแล้วเหมือนกัน ตอนนั้นที่เป็นบังเอิญอยู่ในช่วงปิดเทอมเลยไม่แน่ใจว่าติดมากจากที่ไหน แต่โชคดีที่รักษาได้ทันท่วงทีเลยทำให้หายได้ในเวลาที่รวดเร็ว อีกโรคที่ต้องให้ความสำคัญคือไข้หวัดใหญ่ จะมาเป็นฤดูกาลอีกเช่นกัน หากเด็กมีอาการไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดศรีษะ คุณแม่อย่านิ่งนอนใจต้องรีบไปปรึกษาคุณหมอเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดไหนนะคะ และควรหยุดเรียนเพื่อให้เชื้อแพร่ไปสู่เพื่อนคนอื่นๆ อีกโรคที่ติดได้ในทุกที่ไม่เฉพาะโรงเรียน นั่นคือ ไข้เลือดออก โรคร้ายที่ต้องคอยระวังให้ดีนะคะ บริเวณบ้านต้องคอยระวังไม่ให้มีน้ำขังเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงแพร่พันธุ์ ส่วนที่โรงเรียนหากมีใครเป็นไข้เลือดออกทางโรงเรียนก้อต้องหามาตรการกำจัดอย่างเร่งด่วน

คนเป็นแม่รักลูกดั่งชีวิต ลูกไม่สบายแม่ก้อไม่สบายไปด้วย ต้องคอยดูแลมดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม เพราะฉะนั้นดูแลสุขภาพลูกน้อยให้ดีนะคะ อย่างที่กล่าวโรคทั้ง 3 โรคเป็นโรคที่มาสามารถติดมาจากการไปโรงเรียน

มือเท้าปากมีตุ่มบริเวณลิ้น
มือเท้าปากมีตุ่มบริวเณมือ

Friday, June 13, 2014

ผีเสื้อในสวนกับรอยยิ้มของแม่

สิ่งเล็กๆรอบตัวเราทำให้เรามีความสุขได้เสมอนะคะ วันนี้ลูกสาวคนโตวิ่งมาหยิบโทรศัพท์แล้วบอกว่าผีเสืื้อสวยจัง ก้อสงสัยจะเอาโทรศัพท์ไปทำอะไร พอเด็กน้อยเอาโทรศัพท์กลับมาพร้อมโชว์รูปผีเสื้อน้อยกำลังเกาะที่อยู่ที่กอต้นใบเตย น่ารักจังเลย ทั้งผีเสื้อและคนถ่าย ลูกเรามีแววจะเป็นตากล้องนะเนี่ย และที่ทำให้ยิ้มได้อีกอย่างคือ การที่เรามีพื้นที่ในบ้าน ปลูกต้นไม้ ทำให้ลูกได้มีพื้นที่ได้วิ่งเล่น ได้ชื่นชมกับบรรยากาศรอบตัว ได้เรียนรู้สัตว์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันกับเรา และได้เห็นลูกมีความสุขกับสิ่งเล็กๆที่เป็นธรรมชาติมากกว่าไปนั่งแทปเล็ตอยู่ในบ้านค่ะ แม่ยิ้มได้ ลูกมีความสุข เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว


Monday, April 2, 2012

ลูกหยุดน่ารักเมื่ออายุเท่าไหร่


ลูกเรา เราก็ต้องว่าน่ารัก... จริงไหมคะ ไม่ว่าเขาจะเพิ่งเกิด จะสามขวบ หรือจะสามสิบแล้ว เราก็ยังรู้สึกว่าลูกเราน่ารักเสมอ แต่ตอนนี้มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาชี้เฉพาะให้พ่อแม่เกิดอาการเคืองกันเล็กๆ ว่า จริงๆ แล้วเด็กหรือลูกเราไม่ได้จะน่ารักไปตลอดชีวิต แต่เขามีช่วงเวลาน่ารักเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

เว็บไซต์ Psychology Today นำเสนอบทความที่เกิดจากการศึกษาของนักจิตวิทยาชาวจีน และจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ที่ระบุไว้ว่าเด็กๆ จะมีช่วงอายุที่มีความน่ารัก และเมื่อถึงช่วงอายุหนึ่งเด็กก็จะหยุดน่ารัก ซึ่งความน่ารักที่ว่านี้หมายถึงหน้าตา รูปร่าง และกริยาท่าทาง

นักจิตวิทยากลุ่มนี้ชี้ว่าเด็กจะน่ารักตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 4 ขวบครึ่ง และหลังจากนั้นก็จะน่ารักน้อยลง หรือหยุดน่ารักไปเลย นั่นเป็นเพราะเด็กช่วงแรกเกิดจนถึง 4 ขวบครึ่งจะมีรูปร่างหน้าตาที่ใครเห็นก็จะรู้สึกอ่อนโยนขึ้น ตัวอวบๆ หน้ากลมๆ ปากนิดจมูกหน่อย และชอบแสดงท่าทางออกมาในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้คิด ซึ่งมักจะเป็นท่าทางที่น่ารักทั้งนั้น

เด็กที่อายุเกิน 4 ขวบครึ่งขึ้นไป จะเริ่มรู้ความต้องการของตัวเองมากขึ้น เรียกร้อย และแสดงออกในแบบที่สามารถเลียนแบบ แกล้งทำ หรือมีความไม่เป็นธรรมชาติมากขึ้น

นี่เป็นเพียงผลจากการสำรวจและศึกษาเท่านั้นนะคะ คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งปักใจเชื่อเชียวคะว่าลูกหลานเราจะหยุดน่ารักตอน 4 ขวบครึ่งจริงๆ เพราะน้องๆ หนูๆ แต่ละคนมีความสดใสในแบบของตัวเองที่พ่อแม่เห็นทีไรต้องอดยิ้ม อดชื่นใจไม่ได้ จริงไหมคะ
ข้อสำคัญคือ เราเชื่อว่าทุกคนมีความน่ารักในแบบของตัวเองไม่ว่าจะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ขอแค่เรามีความรักให้กันก็พอค่ะ

ขอบุคณ มัมมี่พีเดียคะ

Monday, July 11, 2011

ทำไมลูกบ้านนั้นไม่เห็นเป็น

อ่านบทความอันนี้แล้วถูกใจคะ คือบางครั้งเราเองก้อมีบ้างคะ ต่อไปนี้ต้องมีสติทุกครั้งที่ว่ากล่าวสั่งสอนลูก ไม่เอาเขาไปเปรียบเทียบกับใครเค้าเลย ตามไปอ่านกันเลยคะ

โดย: นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จาก
: นิตยสาร Life & Family

ภายในเวลาเดือนเดียว ผมได้พบเด็กไม่ยอมไปโรงเรียน 3 คน

คน แรกเริ่มมีอาการเมื่อคุณแม่ซื้อคอมพิวเตอร์เข้าบ้าน คนที่สองเริ่มไม่ไป โรงเรียนเมื่อคุณแม่ไปเรียนต่อปริญญาโทที่กทม. คนที่สามเริ่มไม่ไปโรงเรียนเมื่อคุณพ่อ ย้ายไปต่างจังหวัด น่าแปลกใจมากที่คุณพ่อคุณแม่ของทั้งสามบ้านพูดเหมือนกันอยู่ประโยคหนึ่งนั่น คือ

"บ้านนั้นพ่อเขาซื้อคอมพิวเตอร์เข้าบ้าน ก็ไม่เห็นลูกของเขาจะติดเกมจนไม่ยอมไปโรงเรียนนี่คะ"

"พี่ชายดิฉันก็ไปเรียนเมืองนอก ตอนที่เขาไปเรียนเมืองนอกไม่เห็นลูกเขาจะเป็นแบบนี้"

“ตอนมีลูกคนแรกผมก็ย้ายไปทำงานต่างจังหวัด ไม่เห็นพี่ของเขาจะมีปัญหาอะไร“

ทำนอง ว่าลูกเขายังไม่เห็นจะมีปัญหา ทำไมลูกของเราจึงต้องมีปัญหา ทำไมๆๆ คำตอบคืออย่าเทียบเด็กครับ อย่าเปรียบเทียบเด็กเด็ดขาด บ้านนั้นไม่เห็นเป็น แบบนี้ พี่หนูไม่เห็นเป็นแบบนั้น ทำไมลูกของคุณลุงเรียนเก่งจังเลยน้า เมื่อไหร่ลูกแม่จะ เรียนเก่งเสียทีน้า เลิกเถอะครับ ประโยคน้ำเน่าทำลายจิตใจเด็กๆ ทำนองนี้ เด็กเกิดมาใหม่ๆเป็นผ้าขาวนั้นจริง พ่อแม่และสังคมจะระบายสีอะไรลงไปก็ ได้สีอย่างนั้นเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่ว่าผ้าขาวแต่ละผืนบังเอิญไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

ในทันทีที่เด็กทารกเกิด เด็กทารกแต่ละคนไม่เหมือนกันทันทีสามประการ

ประการแรก คือพวกเขามีพันธุกรรมคนละแบบ ได้เลือดพ่อแม่ปู่ย่าตายายลุงป้าน้า อาผสมปนเปกันมาไม่เหมือนกัน พ่อใครก็พ่อใคร ย่าใครก็ย่าใคร ต่อให้เป็นพี่น้องท้องเดียว กันก็ยังได้สัดส่วนของพันธุกรรมมาแตกต่างกัน คนพี่อาจจะได้จากปู่เยอะ คนน้องได้จากยาย เยอะกว่า เอ! อันที่จริงน้ากับอาไม่น่าจะเกี่ยวนะครับ

ประการที่สอง คือพวกเขามีระบบประสาทส่วนกลางคนละเรื่อง หมายความว่ามี สมองคนละก้อน จำนวนเซลล์สมองไม่เท่ากัน จำนวนแขนงประสาทที่ถักทอกันเป็นประชา สังคม...เอ๊ย...เป็นร่างแหก็ไม่เท่ากัน ยังไม่นับการให้นมและการอุ้มในหนึ่งขวบปีแรกยิ่ง ส่งผลกระทบต่อจำนวนเซลล์สมองและแขนงประสาท เซลล์สมองยิ่งมาก แขนงประสาท ประสานกันทุกทิศ เด็กๆก็มีศักยภาพของระบบประสาทส่วนกลางมาก

ประการที่สาม คือ พวกเขามีพื้นฐานทางอารมณ์ต่างกัน เด็กแต่ละคนเลี้ยงยาก เลี้ยงง่ายต่างกัน ทำนองว่าบางคนอารมณ์ดีแต่เกิด ในขณะที่บางคนอารมณ์ร้อนแต่เกิด ให้ สังเกตตรงความยากง่ายของการป้อนนม การกล่อมนอน การร้องกวน
แค่เกิดก็ไม่เหมือนกันถึงเพียงนี้ เลี้ยงกันไปอีก 8-9 ปี กว่าจะเกิดปัญหาเรื่อง ไม่ยอมไปโรงเรียน ลองใช้เซลล์ประสาทและแขนงประสาทที่ถักทอกันเป็นร่างแหในสมอง ของคุณพ่อคุณแม่คิดดูเถอะครับว่า ลูกเขาลูกเราจะแตกต่างกันเพียงใด แหม! ยาวจังเลย น่าจะเขียนว่าคุณพ่อคุณแม่คิดดูเถอะครับว่า ลูกเขาลูกเราจะแตกต่างกันเพียงใด สั้นๆก็พอ นะครับ

ผมมักแอบคิดในใจเสมอว่า หากคุณพ่อคุณแม่ขยันเปรียบเทียบลูกเรากับลูกเขา มากๆนะครับ เอาลูกไปแลกเขาเถอะ ง่ายดี
วันนี้พูดเรื่องเปรียบเทียบลูกเราลูกเขานะครับ เรื่องเด็กไม่ยอมไปโรงเรียน เก็บไว้ก่อน

แต่ยังมีคนที่สี่อีกคน คนนี้พิเศษกว่าสามคนแรก ฟังประวัติแล้วจะขนลุก

เหตุเกิดที่โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในเขตแม่สาย ห่างจากกทม.ระยะทาง 809 กม.

คุณ แม่มาปรึกษาหมอว่า ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน ทุกวันนี้ต้องจับอุ้มไปมัดไป ตรงที่ว่ามัดไปผมเขียนเว่อร์ครับ ครูก็มาอุ้มต่อจับต่อมัดต่อ เอาเข้าห้องเรียนจนสำเร็จ ตรงที่มัดยังเขียนเว่อร์อยู่ แต่พอสอนเลขก็ไม่ยอมทำโจทย์ ให้คัดไทยก็ไม่ยอมคัด
แม่ว่าใหม่ๆ ก็ช่วยกันกับคุณครู รุมตีก็แล้ว ดุก็แล้ว จนอ่อนใจ ไม่ยอมบวกเลข ไม่ยอมคัดไทยอยู่นั่นแหละ ตรงคำว่ารุมตีนี่ก็เขียนแบบใส่ร้ายป้ายสี ใส่สีตีไข่เข้าไป เดี๋ยวนี้ ก็เลยเลิกตี แต่เวลาไปโรงเรียนยังยากแสนยากเหนื่อยกันทุกเข้าเลย คุณหมอช่วยให้คำแนะ นำหน่อยสิคะ

"เด็กอายุเท่าไรแน่นะครับ" ผมถาม

"3 ขวบเต็มมาได้เดือนแล้วค่ะ" คุณแม่ตอบหน้าตาเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เอ๊ย คุณแม่ตอบหน้าตาเฉยแบบอินโนเซ้นส์ท์จริงใจในคำตอบ

ถึง ตอนนี้ ผมเกาะเก้าอี้ไว้ไม่ให้หงายหลัง หลังจากให้คำปรึกษาแก่คุณแม่เกี่ยวกับความพร้อมของลูก เด็กเล็กขนาดนี้ไม่ใช่ เรื่องซีเรียสอะไรเลย ที่จะมาเคี่ยวเข็ญให้คิดเลขคัดไทย

"ที่โรงเรียนเขาให้วาดเขียนด้วยค่ะ แต่ลูกเขาก็วาดให้อยู่ในขอบไม่ได้ ได้ ศูนย์กลับบ้านทุกทีเลย คุณครูเขาบ่นทุกวันตอนไปรับนะคะ"

ถึง ตอนนี้ ผมเกาะโต๊ะไว้อย่างเหนียวแน่น ห้ามตกใจหงายหลังเด็ดขาด เสีย บุคลิก แล้วก็เริ่มให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อเล็กระหว่างนิ้วมือทั้งสิบของ เด็ก 3 ขวบ ว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ คุณแม่เขาดีใจมากเลยครับ ตอนนี้หน้าตาเขาดูสดใส แจ่มกระจ่างเหมือนท้องฟ้าประเทศไทยคืนที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวงยาวนานที่ ว่าพันปีมีครั้ง แต่ยังขออีกคำถาม

"ลูกคนอื่นไม่เห็นเป็นนี่คะ พวกนั้นก็ 3 ขวบ เรียนกันได้ทุกคน"

ไม่ นะครับ อย่าเปรียบเทียบลูกเรากับลูกใครทั้งนั้น ลูกเราคือลูกเรา จะเลี้ยงไม่เลี้ยง จะรักไม่รักจะเอาไม่เอาคิดดูให้ดีๆ คำตอบคือทั้งเอาทั้งรักจะเลี้ยงต่อ เพราะ ฉะนั้นเลิกความคิดเปรียบลูกเรากับลูกคนอื่นเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปรียบเทียบต่อหน้าเขา

หาก เป็นวัยรุ่นยิ่งเป็นข้อห้าม อย่าเทียบเขากับใครทั้งนั้น นอกจากจะไม่ได้ผล และเกิดผลเสียต่อจิตใจเขาแล้ว ยังอาจจะเกิดผลเสียต่อจิตใจคุณพ่อคุณแม่ด้วย เพราะวัย รุ่นมักคิดหรือพูดว่าพ่อแม่บ้านนี้ก็ไม่เหมือนพ่อแม่บ้านโน่นเช่นเดียวกัน

รวม ทั้งอย่าเทียบวัยรุ่นชายกับพ่อของเขา หรือวัยรุ่นหญิงกับแม่ของเขา หรือ เทียบสลับกันก็ไม่ได้ ท่องไว้อย่าลืมเลยครับว่าเด็กวัยรุ่นนั้นเป็นบุคคลอิสระ เขาเป็นเขา และไม่มีวันเหมือนเรา อย่าพยายามปั้นเขาดั่งใจ มิเช่นนั้นน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า
อย่าทำเหมือนนางจันท์เทวี ลูกสังข์ช่วยดูแลบ้านอยู่ดีๆ

Tuesday, June 14, 2011

ลูกสำลักบ่อย

คุณแม่ทั้งหลายเจอปัญหาลูกสำลักบ่อยบ้างมั้ยคะ น๊ะเจอกับลูกชายคนเล็กบ่อยเลยคะ ตอนนี้เค้าอายุ 1 ปี 7 เดือนแล้วคะ เวลาดื่มน้ำจะสำลักบ่อยมาก เค้าจะเอามือเคาะที่ศรีษะด้านขวาเลยไม่แน่ใจมันยังงัย พยายามเสิร์ชหาข้อมูล แต่ก้อหาไม่ตรงประเด็นที่ต้องการเท่าไหร่ แต่มาเจอเรื่องอาหารที่ทำให้สำลัก เก็บเอาไว้เป็นข้อมูล เผื่อจะมีประโยชน์สำหรับท่านอื่นบ้างคะ

คำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่
“ปัญหาการสำลัก จะพบบ่อยในเด็กที่อายุตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี เพราะเป็นช่วงวัยที่เด็กได้รับอาหารเสริม ที่มีลักษณะแข็งมากขึ้น และเป็นวัยที่เด็กสามารถใช้นิ้วมือหยิบจับอาหาร สิ่งของเข้าปากได้เอง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการสำลักจากการนำสิ่งของ เข้าปาก โดยเฉพาะช่วง 1 ขวบปีขึ้นไปที่สามารถเดิน วิ่งเล่น หรือกระโดดไปมาได้แล้ว ควรเริ่มฝึกให้เด็กสามารถนั่งกินข้าวได้เองที่โต๊ะอาหาร เพื่อเป็นการสอนให้เด็กรู้จักเวลากิน และลดปัญหาการสำลัก

ส่วนกรณีที่เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนสำลัก โดยส่วนมากแล้วพบได้ไม่บ่อย เพราะหากพ่อแม่รู้จักวิธีการป้อนนมที่ถูกต้อง โอกาสที่ลูกจะสำลักนมก็มีน้อยลง แต่หากลูกมีอาการสำลัก แล้วไม่มั่นใจ ก็ควรปรึกษาแพทย์โดยทันที ขอแนะนำแม่มือใหม่ว่า ควรให้ลูกได้รับนมแม่ เพราะโอกาสที่ลูกจะสำลักจากการกินนมแม่นั้นมีน้อยมาก แต่หากจำเป็นต้องให้ลูกได้รับนมผสม ก็ควรให้นมอย่างถูกวิธี และระมัดระวัง ดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ที่ยังอ่อนประสบการณ์อาจตกใจกับอาการสำลัก จับเด็กขึ้นทันที ทำให้นมที่ไหลค้างอยู่ในปาก ไหลย้อนกลับไปที่หลอดลม ทำให้เด็กเกิดการสำลักได้ ดังนั้น คุณพ่อแม่คุณแม่ควรจับเด็กนอนตะแคง เพื่อให้นมที่ค้างอยู่ไหลออกมาให้หมดก่อน

เรื่องที่ควรให้ความสำคัญคือ การเลือกอาหารที่เหมาะสมกับวัย วิธีการป้อนอาหาร การเลือกของเล่นให้ลูก รวมถึงการดูแลและปฐมพยาบาลเด็กในเบื้องต้นได้อย่างถูกวิธี ก็เท่ากับเป็นการเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง”

Monday, May 23, 2011

ลูกตาเข

มีประสบการเรื่องลูกตาเขมาแบ่งปันคะ
แรกเริ่มเดิมทีไม่ได้สังเกตเห็นเพราะอาการตาเขของลูกไม่เด่นชัดมาก แต่มาวันหนึ่งหลานที่เป็นเพื่อนเล่นของลูกเค้าทักว่าลูกสาวมีอาการตาเข เราเลยเริ่มเอะใจ ลองสังเกตุดูก้ออืมนะ เป็นจริงๆด้วย เลยต้องพอไปพอจักษุแพทย์ หมอบอกว่าตาเขมีได้หลายสาเหตุ สาเหตุนึงที่คาดว่าลูกน่าจะเป็นคือสายตายาว หมอเลยขอตรวจประสาทตาก่อนแล้วหลังจากนั้นมาวัดสายตาดู วัดสายตาเสร็จได้ค่าตรงที่ 450 หมอว่ายาวมโหฬารเลย แบบนี้ต้องใส่แว่นช่วย แล้วต้องมาตรวจดูอีกครั้งอีก 6 เดือนว่าสายตาปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

หมอบอกโชคดีที่คุณแม่มาพบหมอแต่เนิ่นๆ (ตอนนี้ลูกสาว 5 ขวบแล้วคะ) เพราะไม่เช่นนั้นสายตาข้างที่มีปัญหา หมายถึงข้างที่เข ซึ่งของลูกสาวจะเป็นข้างซ้าย ตาดวงนั้นจะขี้เกียจทำงานทำให้เป็นสายตาขี้เกียจแล้วจะทำให้ตาข้างนั้นหยุดการทำงานไป อืมคุณแม่ก้อเคยสังเกตุเห็นนะคะว่าลูกจะเป็นตาข้างที่มีปัญหาไว้บ่อยๆโดยใช้ตาข้างเดียวมอง

หากคุณแม่คนไหนอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมลองคลิ๊กต่างๆด้านล่างดูนะคะ จะได้ช่วยคลายปัญหาเรื่องตาเขของลูกแล้วรีบรักษาได้ทันท่วงทีนะคะ

http://www.doctor.or.th/node/4488
http://www.oknation.net/blog/optometry/2009/07/20/entry-1
http://community.momypedia.com/webboard_topic.aspx?tid=287575

Tuesday, September 14, 2010

สอนลูกไม่ให้เป็นเด็กเลี้ยงแกะ

หากคุณอยากให้ลูกพูดความจริง คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องพูดจริง ทำจริง และเป็นตัวอย่างที่ดีให้เขาเห็นเช่นกันครับ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น วันหนึ่งคุณพ่อกำลังนั่งเล่นอยู่กับลูก คุณแม่เดินมาบอกว่า เพื่อนๆ โทรมาชวนออกไปสังสรรค์ จะบอกว่ายังไงดี คุณพ่อยิ้ม แล้วตอบว่า “บอกไปว่าพ่อหลับอยู่ ตอนเย็นต้องไปเยี่ยมคุณย่า คงไปไม่ได้” ซึ่งธรรมชาติเด็กจะ เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา โดยเริ่มจากบุคคลในครอบครัว และจะยึดตามสิ่งเหล่านั้นตลอดมา

ดังนั้น การหันมาพูดความจริง โดยเริ่มจากการอธิบายให้ลูกรู้ว่า ความจริงคือสิ่งที่ถูกต้อง แล้วจึงปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เช่น ครั้งต่อไป คุณพ่อก็บอกเพื่อนๆ ไปเลยว่า “วันนี้ไม่สะดวก อยากอยู่บ้านเล่นกับลูก เอาไว้วันหน้าก็แล้วกันนะ” นี่ คือทางออกที่ดีที่สุด และยังทำให้ลูกเห็นอีกด้วยว่าเราให้ความสำคัญกับเขาเป็นอันดับแรก

พูดจริง ทำจริง พึ่งพิงได้ เพราะคุณเปรียบเสมือนไอดอลของลูก เมื่อลูกรู้สึกว่าสิ่งที่คุณทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ลูกก็จะเลียนแบบพฤติกรรมตามไอดอลของเขา ในที่สุด แล้วบ้านของคุณก็จะไม่มีเด็กเลี้ยงแกะอีกต่อไป

ขอบคุณ นิตยาสาร รักลูก

Monday, August 30, 2010

ไซนัสในเด็ก

มารู้จักไซนัสในเด็กกันคะ

“ไซนัส” เป็นโพรงอากาศที่อยู่ภายในกะโหลกศีรษะส่วนใบหน้า มีทั้งหมด 4 คู่ คู่แรกอยู่บริเวณโหนกแก้ม คู่ที่สองอยู่บริเวณหัวคิ้วระหว่างลูกตา คู่ที่สามอยู่บริเวณหน้าผาก และคู่สุดท้ายอยู่บริเวณกลางกะโหลกศีรษะ โพรงไซนัสทำให้กะโหลกศีรษะน้ำหนักเบา ช่วยปรับอุณหภูมิและความชื้นของอากาศก่อนเข้าสู่ปอด และยังช่วยให้เกิดความก้องกังวานของเสียงอีกด้วย

ภาย ในโพรงไซนัสประกอบไปด้วยเยื่อบุ ขนกำจัดสิ่งแปลกปลอม และมีการผลิตมูกที่มีแอนติบอดีช่วยกันสิ่งสกปรก รวมทั้งเชื้อโรคที่เข้ามาในไซนัส ไม่ให้ลุกลามเข้าไปในเยื่อบุโพรงไซนัส ปกติโพรงไซนัสจะมีรูเปิดติดต่อโดยตรงกับโพรงจมูก ขนกำจัดสิ่งแปลกปลอมจะทำหน้าที่ขับมูกภายในไซนัสออกสู่โพรงจมูก เมื่อใดก็ตามที่มีการอุดตันของรูเปิดดังกล่าว ก็จะทำให้เกิดการคั่งค้างของมูกภายในโพรงไซนัส ซึ่งเป็นภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค จึงทำให้เกิดการอักเสบของไซนัสตามมา

ในเด็กเล็กๆ ถ้ามีการอักเสบของไซนัส มักเป็นไซนัสบริเวณโหนกแก้มและหัวคิ้วระหว่างลูกตา เนื่องจากไซนัสที่เหลือยังเจริญไม่เต็มที

Tuesday, August 24, 2010

น้ำฝน

ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูฝนแล้ว น้ำฝนโปรยปรายมาไม่ขาดสาย ตอนเช้าแทบไม่อยากลุกขึ้นไปทำงาน ส่วนเด็กๆก้อนอนหลับกันสบาย ดูท่าไม่มีใครอยากลุกขึ้นกันเลย ลูกคนโตต้องไปโรงเรียนก้อต้องคอยปลุกให้มาอาบน้ำไม่อย่างนั้นไปโรงเรียนสายแน่ๆ ฝนกตกทีไรรถติดทุกที ส่วนคนเล็กยิ่งแล้วใหญ่ น่าสงสารเค้าจริงๆ เค้าไม่ต้องไปโรงเรียนแต่ก้อต้องอกจากบ้านพร้อมพี่คนโตด้วย เพราะคุณแม่ต้องไปส่งบ้านพี่เลี้ยงพร้อมไปส่งพี่สาวไปโรงเรียน เสร็จแล้วคุณแม่ก้อเลยไปทำงานเลย คุณแม่ยุคใหม่ก้อแบบนี้นะคะ เร่งรีบงานบ้าน จัดแจงลูกๆแล้วตัวเองก้อต้องรีบไปทำงานอีก จริงๆแล้วจะพูดถึงโรคแพ้นำ้ฝนนะคะเนี่ย คือว่าคุณแม่จะมีปัญหาโดนน้ำฝนไม่ได้ โดนทีไรเป็นหวัดทุกครั้งเลย เคยถามหมอ หมอบอกว่าเป็นโรคแพ้น้ำฝน โดนแล้วเป็นหวัดทุกครั้ง ตอนนี้ลูกคนเล็กก้อมีอาการแบบเดียวกัน โดนแล้วจะมีน้ำมูกไหลทุกครั้ง ขนาดไม่ได้โดนมากมายนะคะ แ่ค่โปรยปรายมาโดนตัวเอง แต่เด็กก้อยังดูไม่ได้มากนักว่าใ่ช่หรือเปล่า เพราะกระหม่อมของเค้ายังบางอยู่น้ำฝนอาจจะเข้าไปทางกระหม่อมได้ น้ำฝนเดี๋ยวนี้มีเชื้อโรคปนอยู่เยอะแยะมันไม่สะอาดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ก้อพูดยากนะคะหากเข้ากระหม่อมเค้าไป ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทานวิตามินซีเยอะๆจะดีที่สุด แล้วก้อหลีกเลี่ยงการโดนน้ำฝนคะ

Thursday, July 15, 2010

ความสุขหาได้จากในบ้าน

ตอนนี้ลูกคนเล็กก้อจะครบ 9 เดือนแล้ว เห็นพัฒนาการได้ชัดเจนว่าเด็กผู้ชายจะเร็วกว่าผู้หญิง ตอนนี้ลูกคนเล็กผู้ชาย กำลังหัดเกาะยืน ซึ่งเร็วกว่าลูกคนโตที่เป็นหญิงมาก กล้ามเนื้อของผู้ชายจะแข็งแรงกว่าผู้หญิง แล้วคุณพ่อคุณแม่ก้อจะปวดหัวมากกว่าผู้หญิงอีกด้วย ตอนนี้คุณแม่ก้อกำลังเตรียมพร้อมรับกับสิ่งนั้นอยู่ แต่ก้อแอบมานั่งอมยิ้มในพฤติกรรมของเค้านะคะ ทำให้ลืมเรื่องปวดหัวและงานที่เหนื่อยหนักหนาไปหมดเลย นี่แหละนะคะที่เค้าว่ามีลูกถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหนก้อแลกมาด้วยกับความสุขที่ทำให้เรามีความสุขได้โดยไม่ต้องเอาเงินไปหาซื้อจากที่ไหนเลย เคยมีเพื่อนคนนึงพูดว่า การที่เรามีลูกมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พระเจ้ามอบให้ เราทำงานนอกบ้านเหนื่อยแค่ไหน พอกลับบ้านไปไปเจอหน้าลูกๆแล้วมีความสุข ไม่ต้องไปแสวงหาความสุขนอกบ้านหรือเอาเงินไปซื้อมาเลย – ความสุขหาได้จากในบ้านเรานะคะ -

Tuesday, June 15, 2010

การบ้านของลูก


อากาศช่วงนี้ทำไมมันร้อนแบบนี้ แต่พอถึงเวลาฝนจะตกก้อตกลงมาดื้อๆไม่บอกไม่กล่าว แต่จะว่าไปเราอยู่ภูเก็ตเนี่ยก้อสบายกว่าทีอื่นเยอะแยะเลย มีแค่สองฤดู ฝนตกกับร้อน แต่ถ้าช่วงไหนร้อนมากๆ ฝนก้อจะโปรยปรายน้ำฝนมาให้ชื่นใจ พูดมาตั้งเยอะแยะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่จะระบายเลย คือจะระบายเรื่องลูกสาวหนะ คือว่าเค้าจะมีปัญหาเรื่องเขียน ตัวหนังสือที่เค้าเขียนยังงัยก้อไม่สวยแล้วก้อกว่าจะเขียนได้ก้อปากเข้าไปเกือบ 2 ชั่วโมง นั่นคือ ช และเลข 2 เค้าจะสับสนเขียน ช กลับกันเอาหัวไว้ด้านในแล้วลากเส้นดานหลังสลับมาไว้ด้านหน้าคล้ายๆ อ อ่าง เราก้อสงสารเค้า แต่ด้วยความอยากให้ลูกเขียนได้ก้อไปดุว่าเค้า รุมว่าเค้าทั้งพ่อและแม่ มานอนคิดทั้งคืนนี่เราทำเกินไปกับเค้าหรือเปล่า เค้าอนุบาล 2 4 ขวบเองจะให้เค้าได้ดั่งใจเรามันไม่ได้ เฮ้อ นี่ขนาดไม่ได้ไปเป็นครูสอนอนุบาลนะ ลูกตัวเองแท้ยังโมโห ดุให้เค้าทำให้ได้ พอรุ่งขึ้นเค้ามีการบ้านมาอีก คราวนี้เค้าพยายามมาก เขียนตัวเองได้ด้วยตัวเอง คุณครูก้อมีการเขียนมาบอกว่าเค้าเขียนตัวอักษรต่างๆด้วยตัวเอง แล้วที่สังเกตได้อีกอย่างคือ เวลานอนเค้าจะเอามือวาดบนอากาศ คิดว่าคงหัดเขียนอยู่ คิดแล้วสงสารลูก เค้าพยายามมากเลยนะ มีความตั้งใจสุดๆ เฮ้อ สงสารลูกจับใจ

Friday, May 14, 2010

หยุดพฤติกรรมไม่ดีของเด็ก


วันนี้มีบทความเรื่องการระงับยับยั้งไม่ให้ลูกมีินิสัยไม่ดีด้วยวิธีการนุ่มนวลที่คุณแม่ และคุณพ่อต้องศึกษาคะ
คัดลอกบทความดีๆมาจาก มัมมี่พีเดียคะ

1. เจ้านายวัยอนุบาล

ท่าทาง ชี้นิ้วสั่งจะเอาโน่นเอานี่ หากมองในแง่บวกก็ถือเป็นเรื่องดีที่น้องหนูบอกความต้องการของตัวเองได้ ชัดเจน แต่หากปล่อยไปนานๆ อาจจะกลายเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่เป็น ดีแต่สั่งคนอื่น ทำให้เพื่อนไม่อยากคบด้วย ฉะนั้นต้องช่วยให้ลูกเรียนรู้ที่จะรักษาเพื่อนหรือมิตรภาพเอาไว้ค่ะ

ช่วยปรับพฤติกรรม

* เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะเด็กวัยนี้จะเลียนแบบการใช้ภาษาจากผู้ใหญ่ เช่น เวลาผู้ใหญ่ชอบสั่งเด็กว่า ไปล้างมือก่อนเดี๋ยวนี้นะ เขาก็จะจำมาทำตาม ให้เปลี่ยนมาใช้ประโยคขอร้องหรือชักชวนค่ะ เช่น "ไปล้างมือก่อนดีมั้ยจ๊ะ จะได้กินข้าวพร้อมกัน"

* ให้ ลูกเรียนรู้วิธีเจรจาต่อรองแบบสุภาพแทนคำสั่ง เมื่อบอกให้น้องหนูเก็บของเล่น แต่แกขอต่อรูปจิ๊กซอว์นี้ให้เสร็จก่อน ก็ยืดหยุ่นให้ลูกบ้างนะคะ


2. โกหกพกลม

เด็ก วัยนี้เพิ่งจะเรียนรู้การแยกแยะระหว่างเรื่องจริงและเรื่องจินตนาการมาได้ ไม่นาน เด็กส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจหรือรู้สึกผิดว่าพูดโกหกจนกว่าจะเริ่ม 4 ขวบไปแล้ว แต่บางครั้งก็ต้องโกหกเพื่อปกปิดความจริงที่จะทำให้พ่อแม่หน้าหุบหรือเหี่ยว อย่างกะทันหัน

ช่วยปรับพฤติกรรม

* อย่าตกใจหรือถามทำนองประชด เช่น "ช้างที่ไหนมาวิ่งในบ้านชั้นจนแจกันหล่นมาแตกยะ" แต่ควรมองที่ปัญหาและหาทางแก้ตรงจุด เช่น "แจกันของคุณย่าตกลงมาแตก นี่คือเหตุผลว่าต่อไปนี้ เราจะไม่วิ่งเล่นในบ้าน"

* อย่า เรียกลูกว่าเด็กเลี้ยงแกะ หรือเด็กขี้โกหก เพราะแกยังไม่เข้าใจความหมายเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมย ซ้ำยังเท่ากับไปติดป้ายให้ลูกเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ

* อย่า ยั่วยุให้เกิดการโกหก เคยดูรายการทีวี เขาให้คุณครูถือขนมเค้กไปในชั้นเรียนอนุบาล แล้วครูบอกว่า เดี๋ยวครูไปเอามีดมาแบ่งเค้ก ห้ามใครแอบขโมยกินก่อนนะ ปรากฏว่าหนูๆ เอาแต่จ้องแล้วก็มีวิธีที่จะให้นิ้วเปื้อนเค้ก จะได้แอบลิ้มรส พอครูกลับมา ไม่มีใครยอมรับสักคน แถมช่วยคิดหาข้ออ้างมาชี้แจงเหตุผลเสร็จสรรพค่ะ

* ให้ คำชมลูก เมื่อลูกยอมรับความจริงในสิ่งที่ทำผิด พร้อมทั้งบอกลูกถึงเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรทำสิ่งนี้ในคราวต่อไป อย่าทำให้ลูกรู้สึกว่าบอกความจริงโดนหนักกว่าโกหก

3. กัด ฟัด ผลัก

เด็ก บางคนอาจจะยังแสดงออกด้านอารมณ์ไม่ชัดเจน หรือไม่รู้จะทำยังไงเมื่อโกรธ โมโห และอารมณ์เสีย จะว่าไปการกัดหรือตีเพื่อนแรงๆ ก็เป็นพฤติกรรมเชิงอำนาจของคนตัวเล็ก ที่เรียกร้องให้คนอื่นสนใจความรู้สึกของตนอย่างได้ผลเชียวค่ะ

ช่วย ปรับพฤติกรรม

* หยุดการกระทำนั้นโดยทันที แล้วแยกเด็กออกจากกัน

* บอกน้องหนูที่เป็นฝ่ายทำร้ายเพื่อนด้วยเสียงหนักแน่นว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้นะ เพราะเพื่อนเจ็บ ถ้าหนูโดนกัดหนูก็เจ็บ

* ถ้าคุณคิดว่า Time out ไม่ ได้ผลในกรณีแบบนี้ ให้พาไปทำกิจกรรมอื่น เช่น ดูการ์ตูน เล่นเกม ร้องเพลง เล่านิทาน ที่เกี่ยวกับเพื่อนๆ รักและช่วยเหลือกัน เพื่อให้คลายความว้าวุ่นในใจลงไป แล้วจึงพาไปขอโทษเพื่อน

* สังเกตว่าเด็กจะอารมณ์เสียและมีพฤติกรรมนี้ในช่วงเวลาไหน ขณะทำกิจกรรมอะไร จะได้หาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำสองอีก

4. คำที่ไม่น่าฟัง

บาง คำได้ยิน แล้วทำเอาช็อก เช่น "หนูเกลียดแม่" "ไปตายซะ" ความจริงแล้วเขาไม่ได้เกลียดคุณหรอกค่ะ แค่ต้องการระเบิดอารมณ์กับคนใกล้ตัวเพื่อความสะใจ ผู้ใหญ่บางคนก็เคยเป็นค่ะ

ช่วย ปรับพฤติกรรม

* หายใจเข้าลึกๆ ถ้ายิ่งแว้ดใส่ลูก ก็เท่ากับยิ่งเร่งให้ลูกอารมณ์เสียและตอบโต้คุณแรงขึ้น

* อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จริงจัง แต่ไม่ประชด เช่น "รู้นะว่าหนูอยากเล่นต่อ แต่เราต้องไปแล้ว เดี๋ยวคุณพ่อกับคุณย่ารอกินข้าวเย็น อาทิตย์หน้าค่อยมาใหม่"

* บอกต่อด้วยว่าคุณไม่ชอบที่ลุกทำแบบนี้ เช่น "ทีหลังอย่าพูดแบบนี้อีก แม่เสียใจนะ ถ้าอยากเล่นให้บอกว่าไม่อยากกลับ ลูกต้องพูดเพราะๆ เราไม่พูดคำนี้กับคนในครอบครัวนะ"

* วิธี สุดท้าย คุณพ่ออาจจะเป็นฝ่ายเข้ามาช่วยให้ลูกสงบและอธิบายเหตุผล เสร็จแล้วจะให้ไปขอโทษคุณแม่ค่ะ เช่น น้องเอมขอโทษครับที่ทำให้แม่เสียใจ เรื่อง..... เอมรักแม่ครับ

พฤติกรรม สุดแย่แบบไหน ถ้าไม่อยากให้น้องหนูทำจนชินเป็นนิสัย ผู้ใหญ่ต้องทำตัวอย่างที่ดีให้เห็น และที่สำคัญอย่าลืมจัดการกับอารมณ์ของตัวเราก่อนจะจัดการพฤติกรรมของน้องหนู นะคะ

Wednesday, April 28, 2010

ลูกร้องกลั้น


ลูกรักอายุไม่กี่เดือน เวลาเห็นลูกแผดเสียงร้องจนงอหาย เหมือนจะหยุดหายใจไปเสียเฉยๆ คนเป็นแม่มือไม้สั่นใจสั่น ไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร จะเจ็บปวดตรงไหนก็ไม่เห็น ..ยิ่งแม่ลุกลี้ลุกลนจับตัวลูกพลิกซ้ายพลิกขวาหาสาเหตุ ลูกยิ่งร้องกลั้นจนหน้าเขียว.. แม่แทบขาดใจ

ไม่ใช่เฉพาะแม่คนใหม่ หรอกที่เจอสถานการณ์อย่างนี้ แม่ลูกสองลูกสามอาจจะจนตรอกเอาง่ายๆ เหมือนกัน ในเมื่อลูกคนแรกเลี้ยงง่ายดาย ร้องก็ร้องตามตำราว่าไว้ คือร้องต่อเมื่อหิว เปียกแฉะ ร้อนหนาว ..แต่เจ้าตัวเล็กนี่สิ ไม่เหมือนคนพี่ ร้องทีงอหาย กลั้นหายใจจนหน้าเขียว ทั้งที่กินก็อิ่มแล้ว เปียกก็ไม่เปียก มดกัดรึก็ไม่มี..


สื่อภาษาด้วยเสียงร้อง

ผู้ มีประสบการณ์ในการดูแลทารกบอกว่า ปกติการร้องของเด็กขวบปีแรกไม่ใช่ร้องอ้อน เรียกร้องความสนใจอย่างที่บางคนเข้าใจ การร้องของเด็กเป็นการสื่อสาร สื่อภาษา.. หนูหิว หนูเปื้อน หนูตกใจกลัว หนูอยากให้แม่มากอด เพราะฉะนั้นถ้าลูกร้อง พ่อแม่ต้องรีบมาตอบสนอง มาหาเขา มาอุ้ม มากอด มาปลอบ ดูสิว่าลูกหิวนม หรือต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมไหม

เด็กจะค่อยๆเรียนรู้ ว่าเมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือจะมีคนมาหา มารัก มาช่วยเหลือดูแลทำให้เขาสบาย เรียนรู้ว่าเขามีเจ้าของ มีที่พึ่ง ไม่ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว แม้จะมาช้าบ้าง แต่ก็มา เช่นพอลูกร้อง แม่อาจยังล้างขวดนมไม่เสร็จ แต่ส่งเสียงออกไปว่า"เดี๋ยวลูก" ลูกได้ยินเสียงแม่ จะรู้จักคอยเพราะรู้ว่าเดี๋ยวแม่ก็มา..

ตรงนี้ เองทำให้ลูกเริ่มจำแม่ได้ เริ่มผูกพันกับแม่ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดที่สุด และการตอบสนองลูกอย่างนุ่มนวลสม่ำเสมออย่างนี้ตั้งแต่แรกเกิด จะสร้างพื้นฐานทางอารมณ์ที่ดีให้กับลูก ลูกจะเติบโตเป็นเด็กอารมณ์ดี พอ 3-4 เดือนจะเริ่มรู้จักยิ้ม หัวเราะ เล่นกับพ่อแม่ได้



แต่ถ้า พ่อแม่บางคนไม่เข้าใจ นึกว่าการที่ลูกร้องแล้วไปอุ้มไปโอ๋ปลอบโยนจะทำให้เสียเด็ก เคยตัว หรือติดมือ ปล่อยให้ลูกร้องหรือรอนานๆ ลูกจะยิ่งอารมณ์เสีย ร้องไห้งอแง กลายเป็นเด็กขี้โมโห ฉุนเฉียวไป

ลักษณะ อารมณ์ที่แตกต่าง

ลักษณะการร้องของเด็ก ยังขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางอารมณ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดของเด็กแต่ละคนด้วย บางคนอาจจะขี้โมโห อากาศร้อนหน่อย รอหน่อยไม่ได้ หรือยังไม่ทันจะลืมตาก็แผดเสียงร้องก่อน ผิดกับเด็กบางคนนอนยิ้ม นอนเล่นเฉยๆได้ทั้งวัน เลี้ยงง่ายเลี้ยงดาย กินนมเสร็จก็หลับปุ๋ย ตื่นขึ้นมานอนมองโมบายล์ไป ไม่ยุ่งยากอะไร ฉี่เปียกก็ไม่ร้อง..

เพราะ ฉะนั้นเด็กที่ชอบร้องแผดเสียงดัง บางทีร้องงอหาย ร้องกลั้นหายใจ จนหน้าเขียวตัวเขียว ส่วนใหญ่เป็นเพราะพื้นอารมณ์ เป็นเด็กอารมณ์ร้อน อารมณ์รุนแรงมาตั้งแต่เกิด

นึกถึงคำพูดที่ว่าเด็กเหมือนผ้าขาวที่ เราสามารถแต่งแต้มหรือเลี้ยงดูให้เป็นอย่างไรก็ได้ ก็ไม่ผิด แต่ว่าผ้าขาวแต่ละผืนเนื้อผ้าอาจไม่เหมือนกัน บางคนเป็นผ้าฝ้าย บางคนเป็นผ้าแพรผ้าไหม ผ้าดิบ.. ถ้าเราจะพัฒนาลูกก็ต้องเข้าใจพื้นฐานอารมณ์ของลูกด้วย เข้าใจว่าเด็กแต่ละมีความแตกต่างกัน

สยบลูกใจร้อน

ถ้า สังเกตได้ว่าลูกมีพื้นฐานอารมณ์เป็นเด็กใจร้อน อารมณ์รุนแรง อย่าปล่อยให้ลูกคอยนาน ชนิดที่ว่าร้องจนตัวเขียวแม่ก็ยังไม่มา ลูกจะติดนิสัยใจร้อนขี้โมโหไปจนโต เพราะร้องแล้วไม่รู้ว่าแม่จะมาหรือไม่มา ฉะนั้นฉันต้องแผดเสียงไว้ก่อน

พ่อแม่ต้องทำให้ลูกค่อยๆใจเย็นลง ค่อยๆรู้จักรอคอย ทำให้ลูกมั่นใจว่าอย่างไรพ่อแม่ก็มาดูแลเอาใจใส่ ปฎิบัติต่อลูกด้วยท่าทีที่อบอุ่นนุ่มนวล มั่นคง และสม่ำเสมอ เจ้าตัวน้อยขี้โมโหจะค่อยๆรู้จักควบคุมตัวเองให้สงบลง

ที่สำคัญตัว พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็กนี่ละ ..ใจเย็นหรือเปล่า เด็กที่เกิดมาใจร้อนมักเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ได้กรรมพันธุ์มาจากพ่อแม่นี่เอง หรืออาจได้แบบอย่างจากการเห็นหรือรู้สึกกับสิ่งที่พ่อแม่ปฏิบัติต่อเขา พ่อแม่บางรายไม่เข้าใจ พอลูกร้องมากๆ ตัวเองน็อตหลุด โกรธตอบลูก ตะเบ็งเสียงแข่งกับลูก หรือปฏิบัติกับลูกอย่างกระแทกกระทั้น ลูกจะยิ่งร้องตอบ เลียนแบบการแสดงอารมณ์ของพ่อแม่

หรือพ่อแม่ที่ตอบ สนองลูกไม่ถูก ได้ยินเสียงร้องของลูกแล้วเงอะงะมือไม้สั่น ลุกลี้ลุกลน ก็เหมือนกับที่ปล่อยให้ลูกรอคอยนั่นแหละ ลูกจะยิ่งร้องเพราะพ่อแม่ตอบสนองไม่ถูกใจตรงความต้องการสักที

ร้องอย่างนี้อันตรายไหม

พ่อ แม่กลัวนักหนาเวลาลูกร้องกลั้นจนหน้าเขียว..เพราะกลัวลูกจะขาดออกซิเจน กระทบกระเทือนถึงสมอง พาลนึกไปว่าร้องมากๆ จะทำให้ลูกโง่ไหมเนี่ย?

ไม่ เลย ตามสัญชาตญาณของคนเรา เด็กมีศูนย์ควบคุมการหายใจอยู่ที่สมองศูนย์นี้จะตอบสนองเร็วมากถ้ามีอะไร มากระทบ อย่างเช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะเวลาเราหยุดหายใจ คาร์บอนไดออกไซด์จะคั่ง จะกระตุ้นศูนย์หายใจ ทำให้เด็กหายใจทันที

เด็ก ที่ร้องกลั้นจะกลั้นหายใจอยู่ไม่นาน สักพักจะหายใจแล้วร้องต่อโดยอัตโนมัติจึงไม่ต้องกลัวว่าลูกจะเป็น อันตรายอย่างที่คิด

ไม่ สบายหรือเปล่า

ถ้าลูกเกิดเจ็บปวด ไม่สบาย จะร้องในลักษณะที่แตกต่างไปจากปกติ ถ้าปกติลูกเคยเป็นเด็กอารมณ์ดี ร้องก็ร้องไม่มาก จู่ๆเกิดร้องแผดเสียงจ้า หรือร้องกลั้นหน้าเขียว อาจเจ็บไข้ไม่สบายได้ แต่ก็ต้องมีอาการอย่างอื่นประกอบให้เห็นด้วย

เช่น ถ้าปวดท้อง ลูกก็จะร้องเกร็งแขนขางอ กำหมัดแน่น อาจจะท้องเสีย หรือถ้ามีลมในท้องก็จะท้องป่อง ถ้าจับนั่งเรอสักพักจะหาย หรือถ้าเป็นไข้ วัดปรอทจะเห็นว่าอุณหภูมิขึ้นสูง หน้าแดง ตัวแดง อย่างนี้เป็นต้น

ถ้า หาสาเหตุไม่เจอ อาจพาไปหาหมอตรวจให้แน่ใจ

ขอบคุณ มัีมมี่พีเดีย

Tuesday, April 20, 2010

แม่ยุคใหม่

ในบริบทของโลกยุคใหม่ สิ่งต่างๆ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว หากมองย้อนกลับไปสัก 10 ปี วิถีชีวิต การเคลื่อนไหว หรือการรับรู้เรื่องราวต่างๆ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แทบทุกบ้านมีอินเตอร์เน็ตแทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ สิ่งเหล่านี้ได้เข้าไปเปลี่ยนรูปแบบชีวิต ทำอย่างไรแม่ยุคใหม่จึงจะสามารถรู้ว่าจังหวะไหนต้องทีฟ (-tive) อย่างไร

Conservative VS Creative

แม่ยุคใหม่ต้องรู้ว่าอะไรเป็นเรื่องหลักๆ ที่มีคุณค่า และต้อง Conservative (อนุรักษ์หรือว่าบำรุงรักษาไว้) เช่น สายสัมพันธ์ของคนระหว่างรุ่น ความละเอียดอ่อนของการปฏิบัติต่อกัน การพูดจาของแม่-ลูก หรือสามี-ภรรยา รวมไปถึงการก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงยากๆ ทางเศรษฐกิจไปได้ แม่ก็ต้องมีมุมมองเรื่องของ Financial Conservative เพราะแม่ที่ใช้จ่ายเกินตัวไปตามกระแสบริโภคนิยม จะทำให้ไม่สามารถปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นจึงต้องรู้จักมุมมองของทาง Conservative ในเรื่องสำคัญๆ ของชีวิต


แต่ ถ้าแม่เน้นไปในทาง Conservative อย่างเดียว ไม่รู้จัก Creative ก็เหมือนกับเราขาดครึ่งหนึ่งใหญ่ๆ ของชีวิตไปได้เหมือนกัน แม่ต้องสมัยใหม่รู้ว่าอะไรเป็นการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่ส่งผลดีต่อพัฒนาการของลูก เป็นผลดีต่อการพัฒนาตนเอง และแนวคิดอะไรใหม่ๆ ที่ดีต่อการใช้ชีวิตคู่ หรือต่อการคิดเป็นในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เรื่องนี้เป็นเรื่อง Creative ที่แม่ต้องเข้าหาความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ เอามาผสมกับส่วนที่เราต้องรักษา ทะนุถนอมหรือ Conservative ไว้

ถ้าทีฟ (-tive) ไม่เป็นจังหวะ

ถ้าแม่ยุคใหม่ทีฟไม่เป็น ก็จะไป Conservative กับเรื่องที่ควรเปิดโอกาส ให้มีการสร้างสรรค์หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ก็จะกลัวไปหมด กลัวสื่อการรับรู้ใหม่ๆ กลัวไปหมดรู้สึกไม่ปลอดภัยกับโลกก็ห้ามลูกไปหมดเหมือนกัน แบบนี้เรียกว่าเน้น Conservative มาก

บ้านที่แม่เน้น Conservative มากๆ ทุกอย่างก็จะอยู่ในระเบียบ ไม่ยอมให้ลูกเล่นอย่างมีอิสระ เปื้อนดินเปื้อนทราย ลูกต้องสะอาดของทุกอย่างต้องเข้าที่เข้าทาง ก็จะทำให้ลูกไม่แข็งแรง เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากการไม่มีเชื้อโรค ในมนุษย์เราคนหนึ่งมีเชื้อโรคอยู่ราว 20% มิใช่สะอาดหมดจด 100% ฉะนั้น การที่เด็กไปเล่นดินเล่นทราย เด็กจะสร้างวัคซีนธรรมชาติในตัวเอง เด็กสมัยใหม่จึงเป็นภูมิแพ้เยอะ เพราะแม่ Conservative ด้านสุขอนามัยแบบสุดโต่งเกินไป แม่ต้องปล่อยให้ลูกมีโอกาส Creative ที่จะเล่นเลอะเทอะบ้างบางจังหวะ

ส่วนบางบ้านที่เน้น Creative มาก ของอยู่ตรงไหนก็หาไม่เจอ ชีวิตจะสับสนอลหม่านมาก ทีฟไปในทาง Creative มากเกินไป ครอบครัวที่ Creative มากๆ ทุกคนในบ้านงงไปหมดเพราะมีเรื่องใหม่ๆ ทุกวัน ไม่ว่าจะทำอะไรคนก็สร้างสรรค์กันเกินเหตุ สร้างสรรค์จนไร้ระเบียบ การเอนไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป ก็เท่ากับว่าทีฟไม่เป็นจังหวะ

ชีวิต ต้องการทั้งสองด้าน แต่ต้องรักษาสมดุลของขั้วต่างให้ประสานสัมพันธ์กัน ไม่ใช่ว่าด้านที่เราต้องการอย่างหนึ่งแต่ไม่ต้องการอีกด้าน เพราะทั้งสองด้านมีอยู่แล้วในตัวของเรา แต่เราต้องรักษาดุลยภาพในชีวิตประจำวัน


เทคนิคทีฟ (-tive) ให้เป็น

เราจะทีฟอย่างไรให้มีจังหวะ เทคนิคที่จะทีฟให้เป็น เราต้องรู้ว่าบางเรื่องจะทีฟในจังหวะไหน เราต้องรู้จักตัวเอง รู้จักลูก รู้จักสามี หรือเพื่อนร่วมงาน แล้วจะรู้ว่าจะทีฟจังหวะไหนดี ซึ่งทักษะการทีฟที่แม่ควรมีคือ ความเข้าใจ การตื่นตัว และเรียนรู้


ชีวิตเราต้องการสมดุลทั้ง Conservative และ Creative แม่ก็ต้องรู้ว่าปริมาณของทั้งสองขั้วที่พอดีกับชีวิตเป็นอย่างไร ซึ่งเราแต่ละคนนั้นก็มีส่วนผสมนี้ไม่เท่ากันตามอัตภาพ ถ้าใครที่แม่นยำ รักษาสมดุลระหว่างสองทีฟนี้ได้ ผมเรียกว่าทีฟเป็น


การ ที่แม่ทีฟเป็นช่วยลูกได้เยอะ เพราะแม่ที่มีทักษะในการรู้จังหวะการทีฟ คือคนที่เข้าใจเรื่องกาลเทศะ เข้าใจคนอื่น และเข้าใจเรื่องภาวะอารมณ์ แม่แบบนี้จะเป็นแบบอย่างของลูก สิ่งที่แม่พูดหรือสอนไม่ค่อยมีอิทธิพลต่อลูกมากเท่ากับสิ่งที่แม่เป็น การเป็นแบบอย่างของแม่ คือการสื่อสารที่มีพลังที่สุดยิ่งกว่าการสื่อสารและการสอนทุกรูปแบบ ถ้าแม่เป็นคนเรียน ลูกก็จะได้รับอิทธิพลของการเรียนรู้ด้วย


ทุก วันนี้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นมากมายหลายเรื่อง ทำให้เราสับสนต่อข้อมูล การสื่อสารที่มากเกินไป เราก็ต้องมีบ้างที่จะต้อง Conservative ด้านที่จัดระเบียบร่างกายและจิตใจให้อยู่ในภาวะที่สุขสงบ Conservative จะช่วยให้ชีวิต Creative ได้อย่างเหมาะสม

ขอบคุณ มัมมี่พีเดีย

Monday, April 19, 2010

จับตาลูกก่อนเกิดปัญหาใจ


พ่อแม่เองต้องหมั่นเปิดใจ สังเกตและสัมผัสลูกของเราด้วยใจ


เคล็ดลับที่จะทำให้อ่านบทความนี้แล้วนำไปใช้ได้ อย่างได้ผล ไม่ใช่ได้ความแต่คลุมเครือ คุณพ่อคุณแม่เองต้องหมั่นเปิดใจ สังเกต และสัมผัสเด็กๆ ลูกของเราด้วยใจ เรื่องของใจก็ต้องใช้ใจเข้าจับด้วย ว่างั้นเถอะถ้าทำอย่างนี้ ลูกจะออกสัญญาณมาแบบไหนไม้ไหนก็จับได้หมดไม่หลุด อย่าไปยึดแค่ตามตัวหนังสือเท่านั้น ทำนองเดียวกับว่า รู้ว่าเพลงเพราะก็ด้วยการฟัง ไม่ใช่มองที่ตัวโน้ต (ยกเว้นคนที่เชี่ยวชาญจริงๆ ที่อ่านโน้ตก็มีเสียงเกิดในหัวตามแล้ว) จะว่าไป ถ้าเราตั้งใจเลี้ยงลูกไม่น้อยไปกว่าตั้งใจทำมาหาเงิน แบบที่เราคิดพลิกแพลงให้ได้รายได้เพิ่ม ตลอดเวลา เรื่องนี้คงไม่ยากเกินไปนักที่ว่าต้องเปิดใจก็คือ เราเองต้องรับได้ว่า เด็กทุกคนมีจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดีกว่าที่เป็นได้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ถ้าเราเองหรือใครเห็นว่าลูกของเราอะไรๆ ก็ดีซะหมดแล้ว อย่าเพิ่งปฏิเสธว่า ลูกฉันจะมีปัญหาได้ยังไง แล้วพานโกรธคนทักที่ ว่าต้องสังเกต ก็คือ เราต้องระแวด ระไวกับความเปลี่ยนแปลงในตัวลูกเรา หมั่นสังเกตตรวจตรา ขนาดรถคุณยังเติมน้ำเติมลม ถ่ายน้ำมันเครื่อง ไม่ปล่อยตามธรรมชาติหรือยถากรรมเกินไป แต่ก็อย่าไวกับทุกอย่างเกินไป จนเว่อร์ การอาศัยพัฒนาการโดยเฉลี่ยของเด็กอย่างที่เคยได้ ยินได้เห็นมาเป็นเกณฑ์ อาจเป็นแนวทางที่เราใช้สังเกตลูกได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องสัมผัสลูกด้วยใจด้วย คือสามารถเข้าใจได้ว่า ถ้าเราเป็นเขาในวัยนั้นเราจะรู้สึกอย่างไร ไม่คิดอย่างคนในวัยเราคิด หรือถ้าไม่เข้าใจก็คุยถามเขาดู ขั้นต่อไปก็ลองมาดู ว่า อะไรหนอที่อาจเป็นอุปสรรคทำ ให้ลูกเราเริ่มลำบาก เริ่มมีปัญหาบ้าง เริ่มจากรอบๆ ตัวเด็ก มองครอบครัวของเราเองก่อนว่า อยู่ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงกับครอบครัวบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าในแง่ที่เราว่าดี อย่างย้ายบ้านใหม่ มีน้องใหม่ พี่สอบเอ็นทรานซ์ได้ พ่อแม่ได้ไปเที่ยวเมืองนอก หรือไม่ดี อย่างพ่อแม่ทะเลาะกัน เงินทองไม่พอใช้ เลยไปถึงว่ามีสมาชิกในบ้านตาย เจ็บป่วยกะทันหันหรือเรื้อรังขึ้นมาในบ้าน การหย่าร้าง ล้วนแต่มีผลกระทบกับสมาชิกทุกคน รวมทั้งเด็กๆ ด้วยเสมอ ไม่มีคำว่าเรื่องของผู้ใหญ่เด็กไม่ต้องมายุ่งเครียด (เดี๋ยวเด็กจะบอกว่า สอบคะแนนไม่ดีเรื่องของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ต้องมาเครียดบ้าง)สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กๆ อีกอย่างก็คือ โรงเรียน ซึ่งได้แก่ เรื่องเพื่อนฝูง การเรียน และครู ซึ่งไม่ว่าจุดใดเกิดปัญหาขึ้น ก็อาจส่งผลต่อเด็กได้อย่างมาก


ดังนั้น เมื่อใดก็ตามหากมีสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น นอกจากใจเราจะมุ่งแต่ส่งกองหน้าไปรบกับปัญหาแล้ว คงต้องมองลูกๆ ของเราไปพร้อมกันด้วย เพราะบางทีเราจะ เหมือน "ลืม" ทัพหลวงของเราว่าเดินไปด้วยกันไม่ไหว ไม่ทัน หรือทัพหลวงอาจไม่เข้าใจว่า ทัพหน้าทำอะไรกันอยู่บางทีเราอาจไม่ลืม แต่ก็คิดว่าเด็กน่าจะเข้าใจได้เอง หรือพอเด็กเกิดปัญหาการปรับตัวขึ้นแล้ว ไม่ได้เฉลียวใจ กลับคิดว่าเด็กมาสร้างภาระเพิ่มให้เสียอีก อย่างพ่อ แม่ทะเลาะกันบ่อยๆ เด็กๆ กลุ้มใจเริ่มเรียนไม่ดี อยากให้แม่มานั่งติวให้ไม่งั้นไม่ทำงาน แม่ก็จะยิ่งเหนื่อยหงุดหงิด บางทีบ่นว่าลูก หรือส่งลูกไปเรียนพิเศษเสียเลย ลูกก็เลยไปติดเพื่อน หนักเข้าไปอีก อีกเรื่องที่ทำให้เด็กต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา และบางทีจะเกิดปัญหาได้ก็คือ เด็กเองโตขึ้นทุกวัน ต้องฟันฝ่าตามพัฒนาการทางจิตใจต่างๆ มากมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าถึงเวลาเด็กก็เป็นเอง อย่างเช่นเรื่องการรู้และแสดงออกตามเพศของตัว หรือความรับผิดชอบในความคาดหวังจากพ่อแม่ โรงเรียน หรือด้วยตัวเด็กเองก็ตาม ความรู้เรื่องพัฒนาการแบบนี้มีใน หนังสือเยอะแยะไปหมดแล้ว คงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คาดได้ว่า ลูกเราอายุแค่ไหน ต้องการอะไร (นอกเหนือไปจากว่า อายุเงินฝากกี่เดือนแล้วได้ดอกเบี้ยเท่าไร ) อยากให้มองว่า เด็กไม่ได้จงใจส่งสัญญาณเรียกร้องความสนใจให้ใครรู้หรอก ตามปกติ เมื่อเด็กเขาเจอเรื่องยากลำบาก เขาก็จะต่อสู้ไปตามนิสัย ประสบการณ์ที่เคยติดตัวมา ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วก็มักผ่านได้โดยดี (ไม่ต้องเลือกใหม่สามสี่รอบแบบ สว.)


สัญญาณเตือนแบบไหนอันตราย?

สิ่งที่นับว่าเป็นสัญญาณไม่ดีแล้วก็คือ เมื่อลูกเลือกวิธีที่ไม่เข้าท่ามาแก้ปัญหา ยิ่งใช้ก็ยิ่งแย่ หรือหมดมุขไม่รู้จะทำยังไงต่อแล้ว เราถึงได้นับอย่างนั้นเป็นสัญญาณที่ต้องเข้าช่วยมาถึงเรื่องว่า เด็กจะส่งสัญญาณเย้วๆ ให้เราตีความแบบไหนได้บ้างคน ที่เดินมาบอกเองว่า กลุ้มใจก็พอมี แต่ไม่เยอะมาก เพราะบางทีเด็กไม่สบายใจแต่บรรยายไม่ถูก เหมือนบางเพลงเราฟังว่าเพราะ แต่ไม่รู้จะบรรยายยังไงเด็กบางรายก็เกรงใจไม่อยากบอกพ่อแม่ คิดว่าเดี๋ยวก็หายเอง (ก็ทำนองเดียวกับผู้ใหญ่บางรายละครับ )ที่ ร้ายก็คือ เด็กก็เคยพยายามส่งซิกแล้ว แต่พ่อแม่กลับว่าเด็กว่า ไม่น่าคิดมาก ไม่ซื้อความรู้สึกของเด็ก แล้วปิดการเจรจา เด็กก็เลยปิดการขายไม่ลงถ้า จะบอกง่ายที่สุดก็คือ สัญญาณอย่างว่าจะเป็นแบบไหนก็ได้ สัญญาณอาจได้แก่การถดถอย หมายถึงว่า เด็กกลับไปเหมือนเด็กที่เล็กกว่า ไม่สมอายุ เช่นเคยนอนคนเดียวได้ กลับกลัวติดแม่แจ หรือกลับไปปัสสาวะรดที่นอนเหมือนตอน 2-3 ขวบ พูดยานคาง ไม่ชัด กัดเล็บ แบบนี้เราต้องเริ่มสนใจ บางทีเด็กอาจแสดงสัญญาณโดยเหม่อลอย ไม่ยิ้มแย้ม แยกตัว ไม่อยากเสวนากับใคร อย่างนี้พ่อแม่มักไม่พลาด เพราะเห็นได้ชัด

อีกขั้วก็คือ เด็กอาจกลับนิสัยจากที่เคยสงบเรียบร้อย กลายเป็นต่อต้าน ดื้อ ก้าวร้าว มาอาการนี้ พ่อแม่มักหลง ไม่รับสัญญาณ แต่มักเป่าแตรรบใช้อำนาจกำลังปราบกบฏให้ เด็กกลับเป็นเมืองขึ้น ซึ่งมักทำให้เรื่องบานปลาย สัญญาณที่หมอได้เจออยู่เสมอก็คือ เด็กบอกอาการป่วยโน่นนี่อยู่เรื่อย ที่แชมป์ก็คือปวดหัวปวดท้อง (บางรายลามไปปวดก้านคอ ใบหู) โดยที่ไปหาหมอเก่งๆ ตรวจมาเยอะแยะ แล้ว หมอก็ส่ายหน้าหาโรคให้ไม่ได้ พบไม่น้อยว่าเกิดปัญหาในใจขึ้นมาแล้ว อาการอย่างนี้มักมาร่วมกับการที่เด็กจะไม่ยอมไปโรงเรียนคู่กันด้วยสัญญาณ อย่างสุดท้ายที่จะยกตัวอย่างให้ฟังคือ เรื่องของสรีระร่างกายที่เปลี่ยนไป เช่น นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ ฝันละเมอมากขึ้น กินอาหารไม่ลงหรือกินมากกว่าปกติ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะราดบ่อย หรือไม่ยอมถ่าย กลั้นไว้ให้ผู้ใหญ่ขัดใจเล่น (ซึ่งมักพบว่าเป็นปัญหาในเด็กวัยอนุบาล) ถึงตอนนี้ คงได้ภาพของเด็กที่เริ่มส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ SOS กับเราแล้ว อย่าลืมว่าเครื่องรับของเราต้องพร้อมเปิดรับอยู่ และพร้อมที่จะเข้าไปรับฟังช่วยเขาด้วย พ่อแม่เอง ถ้าคิดว่าสถานการณ์ช่วงไหนที่เล่าแล้วว่า เสี่ยงต่อการที่ลูกของเราจะปรับตัวยาก ก็ยิ่งต้องเพิ่มความเข้มของการมองหาให้มากขึ้นด้วยจริง อยู่ กระต่ายตื่นตูมจะกลุ้มใจเกินเหตุ แต่เด็กของเราอาจไม่รู้ว่า วิธีแก้ปัญหาของเขาอาจเหมือนกับการไปเขย่าโยกต้นให้มะพร้าวหล่นใส่หัวตัวเอง มากขึ้น ช่วยเขาหาทางที่ถูกแต่ต้นมือดีกว่าครับ

ขอบคุณ มัมมี่พีเดีย