Showing posts with label อาหาร. Show all posts
Showing posts with label อาหาร. Show all posts

Tuesday, June 14, 2011

ลูกสำลักบ่อย

คุณแม่ทั้งหลายเจอปัญหาลูกสำลักบ่อยบ้างมั้ยคะ น๊ะเจอกับลูกชายคนเล็กบ่อยเลยคะ ตอนนี้เค้าอายุ 1 ปี 7 เดือนแล้วคะ เวลาดื่มน้ำจะสำลักบ่อยมาก เค้าจะเอามือเคาะที่ศรีษะด้านขวาเลยไม่แน่ใจมันยังงัย พยายามเสิร์ชหาข้อมูล แต่ก้อหาไม่ตรงประเด็นที่ต้องการเท่าไหร่ แต่มาเจอเรื่องอาหารที่ทำให้สำลัก เก็บเอาไว้เป็นข้อมูล เผื่อจะมีประโยชน์สำหรับท่านอื่นบ้างคะ

คำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่
“ปัญหาการสำลัก จะพบบ่อยในเด็กที่อายุตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี เพราะเป็นช่วงวัยที่เด็กได้รับอาหารเสริม ที่มีลักษณะแข็งมากขึ้น และเป็นวัยที่เด็กสามารถใช้นิ้วมือหยิบจับอาหาร สิ่งของเข้าปากได้เอง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการสำลักจากการนำสิ่งของ เข้าปาก โดยเฉพาะช่วง 1 ขวบปีขึ้นไปที่สามารถเดิน วิ่งเล่น หรือกระโดดไปมาได้แล้ว ควรเริ่มฝึกให้เด็กสามารถนั่งกินข้าวได้เองที่โต๊ะอาหาร เพื่อเป็นการสอนให้เด็กรู้จักเวลากิน และลดปัญหาการสำลัก

ส่วนกรณีที่เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนสำลัก โดยส่วนมากแล้วพบได้ไม่บ่อย เพราะหากพ่อแม่รู้จักวิธีการป้อนนมที่ถูกต้อง โอกาสที่ลูกจะสำลักนมก็มีน้อยลง แต่หากลูกมีอาการสำลัก แล้วไม่มั่นใจ ก็ควรปรึกษาแพทย์โดยทันที ขอแนะนำแม่มือใหม่ว่า ควรให้ลูกได้รับนมแม่ เพราะโอกาสที่ลูกจะสำลักจากการกินนมแม่นั้นมีน้อยมาก แต่หากจำเป็นต้องให้ลูกได้รับนมผสม ก็ควรให้นมอย่างถูกวิธี และระมัดระวัง ดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ที่ยังอ่อนประสบการณ์อาจตกใจกับอาการสำลัก จับเด็กขึ้นทันที ทำให้นมที่ไหลค้างอยู่ในปาก ไหลย้อนกลับไปที่หลอดลม ทำให้เด็กเกิดการสำลักได้ ดังนั้น คุณพ่อแม่คุณแม่ควรจับเด็กนอนตะแคง เพื่อให้นมที่ค้างอยู่ไหลออกมาให้หมดก่อน

เรื่องที่ควรให้ความสำคัญคือ การเลือกอาหารที่เหมาะสมกับวัย วิธีการป้อนอาหาร การเลือกของเล่นให้ลูก รวมถึงการดูแลและปฐมพยาบาลเด็กในเบื้องต้นได้อย่างถูกวิธี ก็เท่ากับเป็นการเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง”

Tuesday, June 8, 2010

งานครัวง่ายได้เพราะมีผู้ช่วย


แม่บ้านยุคใหม่ต้องทำงาน เลี้ยงลูก ทำอาหาร เรื่องทำอาหารนี่สิเรื่องใหญ่เพราะจะให้ซื้อทานนอกบ้านก้อเกรงว่าจะไม่ถูกสุขลักษณะ มีสารเจือปน มีผงชูรสเยอะไป จิปาถะเหตุผล เราจึงยอมสละเวลามาทำอาหารทานเองหลังจากเลิกงาน โดยเฉพาะวันหยุดจะมีเมนูมากเป็นพิเศษ การหาผู้ช่วยเพื่อให้การทำอาหารสะดวกรวดเร็วขึ้นจึงเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ คือกำลังจะบอกว่า ได้ไปเจอสิีนค้าตัวนี้ เครื่องบีบน้ำมะนาว ซึ่งทำจากไม้สัก บานพับทำจากทองเหลือง ซึ่งถูกสุขลักษณะไม่เป็นสนิม และไม่มีสารเคมีปนเปื้อน อุดหนุนสินค้าไทย ภูมิปัญญาไทย แล้วลองใช้มาแล้วสะดวก รวดเร็ว ง่ายในการใช้ ลองดูภาพกันนะคะ

แม่บ้านยุคใหม่อย่างเราต้องแบบนี้คะ

Monday, April 12, 2010

วัยรุ่นสมาธิสั้นเป็นอย่างไร

เดี๋ยวนี้โรคที่ผู้ปกครองทั้งหลายรู้จักชื่อกันดีและนิยมรีบ พามาตรวจกับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นมากที่สุดคือโรคสมาธิสั้นกับโรคออทิสติก ซึ่งการรวบรวมข้อมูลในประเทศไทย พบว่าสองโรคนี้รวมกันมีความชุกในเด็กมากกว่าร้อยละ 10 และผู้ปกครองของวัยรุ่นหลายคนก็ได้รับรู้ไปด้วยว่าลูกของตนมีอาการอย่างนั้น ตอนเด็กๆ ก็เลยพามาตรวจด้วยซะเลย เผื่อจะยังเป็นอยู่ ซึ่งวันนี้จะเล่าถึงอาการของโรคสมาธิสั้นในวัยรุ่นหลายๆ รูปแบบที่หมอเจอในประสบการณ์การทำงานนะคะ
เอ็ม อายุ 15 หน้าตาหงุดหงิด มากับคุณแม่สาวสวยหน้าเศร้า เขาบอกว่าแม่ให้ตำรวจไปจับเขามาจากร้านเกมทำให้เขาเสียหน้ามาก คุณแม่บอกว่าจำเป็นต้องทำเพราะเขาไม่เข้าโรงเรียนมาเป็นเดือนแล้วและญาติที่ เป็นหมอบอกว่าจำเป็นต้องบังคับรักษา เอ็มเรียนไม่เก่ง เอาแต่ใจ ใช้เงินไม่ยั้ง ขับรถเร็ว สูบบุหรี่ และโกหกตลอด แม่กลัวลูกจะเสียอนาคต

เอ หนุ่มหล่ออายุ 16 มาหาหมอกับแม่ครั้งแรกบอกเองเลยว่าตัวเองเป็นคนขอให้แม่พามาเพราะสงสัยว่า ตัวเองเป็นอะไรถึงสมาธิสั้นกว่าเพื่อนๆ เอสังเกตุว่าตอนที่โรงเรียนให้นั่งสมาธิหลับตา เออึดอัดมาก และต้องลืมตาก่อนใครๆทุกครั้ง เอจึงมีโอกาสเห็นว่าคนอื่นๆนั่งนิ่งได้อย่างไม่เห็นจะยากตรงไหน เขารู้สึกอยากรู้จริงๆว่าเขามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

ปิ่น สาวสวยปีหนึ่งอายุ 17 จากมหาวิทยาลัยหนึ่งที่แสนจะโรแมนติก มาหาหมอเองด้วยสีหน้าเศร้า เธอเพิ่งเลิกกับเพื่อนชายแสนดีที่บอกเธอว่าเขาทนเสียใจกับเธอไม่ไหวแล้วจึง ขอแยกทาง เธอเล่าว่าเธอก็เสียใจไม่แพ้กันที่ทำให้เขาน้อยใจ และโกรธเสมอๆเพราะเธอใจลอยบ่อยๆ เวลาคุยกัน และมักลืมนัดกับเขาเสมอ เขาคิดว่าเธอไม่ใส่ใจและชอบแก้ตัว แต่เธอยืนยันว่าเธอพยายามแล้วทำไม่ได้จริงๆ เธออยากความจำดีและไม่ใจลอย

เปา หนุ่มสมาร์ทร่างใหญ่จากคณะวิศวะ มากับพ่อแม่ซึ่งเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ต้องการจะปรึกษาเรื่องการย้ายมหาวิทยาลัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่กังวลว่าเขาย้ายมาแล้วหนึ่งครั้งและจะย้ายอีกเป็นเพราะอะไร เท่าที่คุยกันมายังงงๆเลยคิดว่าอยากให้จิตแพทย์ช่วยวิเคราะห์ที เพราะไม่อยากให้ลูกเสียเวลาอีกแล้ว เขาไม่เคยมีปัญหาการเรียนในสมัยอยู่ในโรงเรียนเลย พ่อแม่คาดว่าเป็นเพราะไม่ต้องบริหารจัดการเวลา และไม่มีอะไรให้ย้ายไปมาแบบในมหาวิทยาลัย
สรุปว่าพฤติกรรมที่ควรสงสัยว่าวัยรุ่นจะเป็นโรคสมาธิสั้นมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆซึ่งเป็นอาการของการขาดความสามารถทั้งในการควบคุมสมาธิ การควบคุมการเคลื่อนไหว และการควบคุมอารมณ์ คือ

1.
อาการสมาธิบกพร่อง เช่น ขี้ลืม ทำของหายบ่อย เบื่อง่าย ขี้เกียจ ขาดความอดทนพากเพียรที่จะทำงานที่ต้องใช้สมาธิให้สำเร็จ เลือกทำแต่สิ่งที่ชอบ สนุกสนานหรือไม่ต้องใช้สมาธิ เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หลีกเลี่ยงที่จะเขียนหนังสือหรือทบทวนบทเรียน เปลี่ยนความสนใจบ่อย มักทำงานที่เริ่มต้นไว้ไม่เสร็จและเสร็จแล้วก็ไม่ตรวจทานให้รอบคอบ บางคนอาจเหม่อลอยหรือฝันกลางวันบ่อยๆ ผลงานมักออกมาไม่ดีเท่าที่ควรทั้งที่มีสติปัญญาที่จะทำได้ดีกว่านั้น

2.
อาการอยู่ไม่นิ่ง เช่น ยุกยิกเวลาอยู่กับที่ กัดเล็บ ขีดเขียนหรือวาดรูปเลอะเทอะในสมุดเรียน ชอบทำกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหว อึดอัดเวลาไม่มีอะไรทำ พูดมาก

3.
อาการใจร้อน หุนหันพลันแล่น เช่น หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห อดทนรอคอยได้ยาก พูดโพล่งหรือพูดแทรก ทำอะไรไม่วางแผนล่วงหน้า ไม่คิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทำอะไร มักมีปัญหากับคนรอบข้าง ขับรถเร็ว ชอบทำสิ่งที่ตื่นเต้นท้าทาย เก็บข้าวของไม่เป็นระเบียบ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาการของวัยรุ่นแต่ละคนก็แตกต่างกันไปได้ขึ้นกับความ รุนแรงและอาการเด่นของคนคนนั้น พื้นอารมณ์ บุคลิกภาพ การปรับตัว และการดูแลช่วยเหลือที่ได้รับจากคนรอบข้างตั้งแต่วัยเด็ก และวัยรุ่นบางคนยังมีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะการเรียนรู้บกพร่อง ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า ดื้อ เกเร เป็นต้น
คนที่เป็นโรคนี้ได้รับการยืนยันแน่ชัดว่ามีสมองทำงานผิดปกติในหลายๆ ส่วน ทั้ง brain stem, frontal lobe, basal ganglia, cerebellum และ corpus callosum ซึ่งปัจจัยที่พบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดความผิดปกตินี้คือ พันธุกรรม การที่มารดามีปัญหาขณะตั้งครรภ์ การที่มารดาใช้สารเสพติดรวมทั้งบุหรี่ และอาจเกี่ยวข้องกับอาหารและวิตะมินบางตัวด้วย ส่วนการเลี้ยงดูที่ไม่มีวินัย การดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมไม่ใช่สาเหตุโดยตรงเพียงแต่เป็นเหตุกระตุ้นให้มี พฤติกรรมที่เป็นปัญหามากขึ้นเท่านั้น

มีการวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่ายาหลายประเภทสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่า นี้ให้ดีขึ้นได้ แต่ควรจะฝึกปรับพฤติกรรมด้านต่างๆด้วย เพราะยาช่วยให้สมองพร้อมที่จะเชื่อฟังตัวเรา แต่นิสัยหลายอย่างที่เราบกพร่องอยู่ก็จำเป็นสำหรับความสำเร็จนะคะ


ขอบคุณมัมมี่พีเดียคะ

Tuesday, February 23, 2010

โภชนาการในเด็ก

พ่อแม่มีความคิด กังวล และมีความเชื่อมากมายในเรื่องอาหารการกินของลูกที่เรายังไม่รู้ และไม่เข้าใจ หรือ รู้และเข้าใจอย่างผิดๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติผิดๆ จนก่อให้เกิดผลเสียได้

เราเคยได้ยินได้ฟังความคิด ความเชื่ออะไรบางอย่างเกี่ยวกับอาหารการกินที่บอกต่อๆกันมา บางครั้งความเชื่อที่ว่านี้ก็ถูกบ้างผิดบ้าง เช่น กินน้ำมะพร้าวแล้วลูกจะผิวขาวสวย หรือถ้าเป็นแผลไม่ควรกินไข่ ฯลฯ แล้วความเชื่อไหน หรือคำบอกเล่าไหนที่ถูกต้องล่ะ รศ.ดร. ประไพศรี ศิริจักรวาล รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จะช่วยไขข้อข้องใจนี้ให้กระจ่างค่ะ

ความ เชื่อที่ว่า

กินตับมากจะมีสารพิษสะสมในร่างกายมากตามไปด้วย

ความจริงแล้ว

จริงๆ แล้วตับก็ทำหน้าที่เหมือนกับโรงงานกำจัดของเสีย แต่ถ้าเรากินของเสียเข้าไปมากๆ โรงงานจะกำจัดของเสียไม่ทัน ส่งผลให้ของเสียนั้นๆ เป็นพิษต่อตับ ตรงกันข้ามถ้าของเสียนั้นๆ เข้ามาทีละน้อย ตับของเราก็สามารถกำจัดได้ทัน ดังนั้นของเสียที่ว่าจึงไม่สามารถทำอันตรายกับร่างกายเราได้

อาหารประเภทตับเป็นแหล่งรวมวิตามิน A และธาตุเหล็ก ซึ่งถ้ากินในปริมาณพอเหมาะร่างกายเด็กจะสามารถสะสมแร่ธาตุดังกล่าวได้ ซึ่งนักโภชนาการจะแนะนำให้เด็กกินตับอาทิตย์ละ 1 ครั้งและครั้งหนึ่งประมาณ 1 ช้อนโต๊ะหรือ 3 ชิ้นบางๆ ก็เพียงพอแล้ว (ตับไก่จะมีวิตามิน A ค่อนข้างสูง และเหมาะกับเด็กเล็กๆ เพราะบดง่ายสามารถคลุกไปในข้าวได้เลยค่ะ)
แต่ถ้า เด็กคนไหนมีภาวะโภชนาการดีอยู่แล้ว การกินตับ 2 อาทิตย์ครั้งหนึ่งก็นับว่าเพียงพออีกเหมือนกัน เพราะถ้ากินในปริมาณนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องสารพิษที่อาจสะสมในร่างกายของลูก

ความเชื่อที่ว่า

กินอาหารที่มีน้ำตาลมากๆ เช่น เค้ก ลูกอม ช็อกโกแลตจะทำให้ลูกเป็นโรคสมาธิสั้นได้

ความจริงแล้ว

การกินอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล กับการเกิดภาวะสมาธิสั้นเป็นเรื่องที่ศึกษากันมานานประมาณเกือบ 20 ปีแล้ว แต่การศึกษาที่มีมาทั้งหมดจะมีทั้งเห็นผลและไม่เห็นผล และบางการศึกษาก็พบว่า ไม่มีความแตกต่างในพฤติกรรมระหว่างเด็กที่ดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาล กับเด็กที่ดื่มเครื่องดื่มชนิดไม่เติมน้ำตาล

นอกจากนั้นเมื่อเร็วๆ นี้มีงานศึกษาจากมหาวิทยาลัยในอเมริกา พบว่าถ้าลดปริมาณการกินน้ำตาลในสถานกักกันลง อัตราการทะเลาะวิวาทกันในที่ดังกล่าวกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงมีบทสรุปออกมาว่าน้ำตาลอาจจะมีผลทำให้คนก้าวร้าวมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถสรุปได้อยู่ดีว่าตกลงน้ำตาลมีผลทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิ สั้นและมีความก้าวร้าวหรือไม่

อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัวแล้วอยากให้คุณพ่อคุณแม่หันไปสนใจเรื่องการกินน้ำตาลกับการเกิด โรคอ้วน และฟันผุเสียมากกว่า เพราะขณะนี้พบว่าเด็กไทยมีเปอร์เซ็นต์ฟันผุสูงมาก ในกลุ่มกุมารแพทย์จึงได้มีการรณรงค์เรื่อง "การลดการบริโภคน้ำตาลในเด็ก" โดยเริ่มจากนม และในเครื่องดื่มต่างๆ ก่อน เพราะการลดน้ำตาลก็เท่ากับการลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคอ้วน รวมทั้งฟันผุในเด็ก เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ลูกลดอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล ขออย่าคิดว่าเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้นเท่านั้น แต่อยากให้มองสุขภาพโดยรวมมากกว่าค่ะ

ความ เชื่อที่ว่า

กินซอส มะเขือเทศจิ้มกับขนมขบเคี้ยว หรืออาหารว่างจำพวกไก่ทอด มันฝรั่งทอด หรือกินซอสถั่วเหลืองปรุงรสกับอาหารกินเล่นในปริมาณมากจะเป็นอันตรายกับเด็ก ได้

ความ จริงแล้ว

ในซอส มะเขือเทศจะมีสารแคโรตินอยด์ที่ดีสำหรับสุขภาพเพราะเป็นสารต้านปฏิกิริยา อนุมูลอิสระ (สารที่ป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกโจมตี หรือถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ และชะลอภาวะการเสื่อมของเซลล์ก่อนวัยอันควร) แต่ทั้งซอสมะเขือเทศ และซอสปรุงรสจะมีส่วนผสมที่ไม่เป็นประโยชน์กับร่างกายนั่นก็คือ "โซเดียม” อยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้นถ้ากินมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้

ตามหลักโภชนาการแล้ว วันหนึ่งๆ เราไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2,400 มิลลิกรัม จึงขอแนะนำให้เด็กกินซอสมะเขือเทศครั้งละประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ (1 ช้อนโต๊ะจะมีโซเดียมประมาณ 100 มิลลิกรัม) หรือครั้งละไม่เกิน 1 ซองเล็กๆ เท่านั้น บางคนอาจจะมองว่าการกินซอสมะเขือเทศตามปริมาณที่แนะนำเท่ากับมีโซเดียมอยู่ ประมาณ 100 มิลลิกรัม/ 1 ช้อนโต๊ะเท่านั้น แต่อย่าลืมว่าในมื้ออาหารหนึ่งๆเรามักเติมน้ำปลา หรือเกลือ หรือซอสปรุงรสเข้าไปในอาหารด้วย และในน้ำปลาเองนั้นจะมีปริมาณโซเดียมอยู่ถึง 1,000 มิลลิกรัม/1 ช้อนโต๊ะ และซอสปรุงรสเองก็มีปริมาณโซเดียมอยู่ถึง 1,000 มิลลิกรัม/ 1 ช้อนโต๊ะเช่นเดียวกัน

ถ้าเราลองรวมปริมาณการใช้ซอสปรุงรส น้ำปลา และซอสมะเขือเทศเข้าด้วยกัน ภายในหนึ่งวันรับรองได้ว่า เราและลูกของเราจะกินโซเดียมในปริมาณที่มากเกินกว่ากำหนดมาตรฐานแน่ ซึ่งผลร้ายคงไม่ได้เกิดขึ้นแบบปุบปับหรอกนะคะ แต่จะเป็นอันตรายที่สะสมไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดอาจทำให้เราและลูกของเรากลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไตได้ เพราะไตต้องทำงานหนักในการขับโซเดียมออกจากร่างกายนั่นเอง

ความ เชื่อที่ว่า

น้ำ สมุนไพรที่ว่ามีประโยชน์กับสุขภาพเรา แต่สำหรับเด็กแล้วจะเป็นโทษมากกว่า

ความ จริงแล้ว

น้ำ สมุนไพร เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำกระเจี๊ยบ ฯลฯ ล้วนมีประโยชน์ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่จะได้เกินมาก็คือ น้ำตาล ถ้าดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ น้ำมะตูมโดยไม่ใส่ หรือใส่น้ำตาลน้อยที่สุดจะเป็นการดีมาก ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับว่าเราหรือลูกของเรากำลังกินน้ำตาลเข้าไปแทนที่จะเป็น น้ำสมุนไพรค่ะ

อย่างเช่นน้ำสมุนไพร 1 แก้ว (ปริมาณ 200 มิลลิลิตร) จะมีน้ำตาล 20 กรัม (ประมาณ 5 ช้อนชา) ซึ่งถือว่าเยอะมาก ถ้าเผอิญลูกเราดื่มน้ำสมุนไพรที่มีน้ำตาล 20 กรัม แต่ดื่มสัก 2 แก้ว นั่นเท่ากับว่าเราให้ลูกกินน้ำตาลเข้าไปแล้ว 40 กรัม หรือน้ำตาลจำนวน 10 ช้อนชา ซึ่งที่จริงแล้ว ลูกไม่ควรกินน้ำตาลเกินวันละ 4 ช้อนชาค่ะ

สรุปว่าหากน้ำสมุนไพรนั้นมีปริมาณน้ำตาลมาก ลูกก็จะได้รับปริมาณน้ำตาลที่สูงมากด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย เพราะจะทำให้เกิดทั้งโรคอ้วน โรคฟันผุ และมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว

ความ เชื่อที่ว่า

เด็ก วัย 3-6 ปีกำลังเป็นวัยเจริญเติบโต ดังนั้นเขาสามารถจะกินอาหารในปริมาณมากเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่อ้วน

ความจริงแล้ว

ที่ บอกว่าเด็กวัยนี้กินเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่อ้วนนั้นเห็นจะไม่จริง เพราะช่วงที่เด็กกำลังเจริญเติบโต ร่างกายเขาจะแบ่งเซลล์ค่อนข้างมาก และถ้าเกิด FAT CELL ของเขามีจำนวนมาก ต่อไปถ้าเราอยากให้เขาลดน้ำหนัก FAT CELL ของเขาก็แค่เหี่ยวตัวลง ทำให้ลูกดูผอมลง แต่ขณะเดียวกันถ้าลูกของเราเกิดกินอะไรมากๆ ขึ้นมาอีก จำนวน FAT CELL ที่เคยมีอยู่ ก็จะทำให้ลูกกลับมาอ้วนได้เร็วขึ้นค่ะ

เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรระวังลูกไม่ให้อ้วนตั้งแต่เล็กๆ เพราะการจะลดน้ำหนักให้เด็กอ้วนเป็นเรื่องที่ลำบากอยู่พอสมควร ผู้ใหญ่อย่างเราๆอาจจะลดน้ำหนักด้วยการลดปริมาณอาหารและกินผักเพิ่มขึ้น แต่สำหรับเด็กส่วนใหญ่แล้วเขาจะไม่ค่อยชอบกินผักสักเท่าไหร่นัก

เด็กวัยนี้เป็นวัยที่กำลังยืดตัวอาจมองดูเหมือนผอมไป ถ้าน้ำหนักตัวของเขาขึ้นตามเกณฑ์ คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลอยากให้ลูกอ้วนหรอกค่ะ เพียงแค่ดูแลเรื่องขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว อาหารหวาน และน้ำอัดลมไว้ให้ดี อย่าให้เขากินบ่อยและกินมาก ลูกจะได้ไม่เป็นโรคอ้วน

ในกรณีที่ลูกมีน้ำหนักอ้วนเกินอยู่แล้ว การหันมาปรุงอาหารด้วยวิธีนึ่ง ต้ม หรืออบแทนการทอดที่ใช้น้ำมันเยอะๆ ก็จะช่วยให้ลูกสามารถลดน้ำหนักได้ทีละเล็กละน้อย นอกจากนั้นควรสนับสนุนให้ลูกหันมาออกกำลังกายด้วย ซึ่งจะช่วยเผาผลาญพลังงานออกไปอีกทางหนึ่ง แถมยังเป็นการเสริมสร้างพลานามัยให้แข็งแรงด้วย

ได้รู้คำตอบจากนักโภชนาการอย่างนี้แล้ว คงช่วยไขข้อข้องใจต่างๆ ของคุณพ่อคุณแม่ที่เคยมีมา ให้ลดลงไปได้ไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ

เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย

"เด็กวัยนี้ควรกินตับอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือ 2 อาทิตย์ครั้งก็พอ ก็จะได้รับปริมาณแร่ธาตุที่พอเหมาะโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสะสมสารพิษที่ปน เปื้อนมาในตับอีกต่อไป”

"เรื่องการกินน้ำตาลกับการเกิดโรคสมาธิ สั้นยังไม่มีผลสรุปที่แน่ชัด แต่อย่างน้อย เรารู้ว่ากินน้ำตาลมากๆจะทำให้เป็นโรคฟันผุ โรคอ้วน และมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานในเด็ก"

"วันหนึ่งๆ เราไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2,400 มิลลิกรัม จึงขอแนะนำให้เด็กๆ กินซอสมะเขือเทศครั้งละประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ หรือครั้งละไม่เกิน 1 ซองเล็กๆ เท่านั้น"