Wednesday, October 8, 2014
การดุด่า กับ ความหวังดี สำหรับเด็ก
Monday, September 8, 2014
วิธีการดุลูก และวิธีการปลอบลูก
1.ควรตำหนิในสิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่ตำหนิตัวเขา การบอกลูกว่า “แม่ไม่ชอบที่หนูแกล้งน้อง” กับการบอกลูกว่า “ทำไมเป็นเด็กเกเรแบบนี้” ให้ความรู้สึกที่ต่างกันมาก โดยในคำพูดแบบแรกนั้นให้ความรู้สึกว่า แม่ไม่ได้รู้สึกแย่กับลูก แม่แค่ไม่ชอบในสิ่งที่ลูกทำ ในขณะที่ประโยคหลังนั้นในทางจิตวิทยา เรียกว่า ‘การตีตรา’ หมายความว่าคุณแม่นั้นได้สรุปไปเรียบร้อยแล้วว่าลูกเป็นเด็กเกเร ซึ่งการพูดแบบหลังจะทำให้เด็กเกิดความท้อแท้และไม่อยากที่จะปรับปรุงตัวเอง
2.ควรบอกในสิ่งที่อยากให้เขาทำแทนสิ่งเดิมเสมอ เช่น หากเราบอกลูกว่า “อย่าตีน้อง” เด็กๆ หลายคนจะมีปัญหาว่าเมื่อเขาไม่พอใจน้อง เขามักไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรแทนที่การตีน้อง และสุดท้ายเขาก็จะกลับมาตีน้องในที่สุด ดังนั้นคุณแม่ควรบอกเขาว่า “อย่าตีน้อง ต่อไปนี้ถ้าน้องทำอะไรให้หนูไม่พอใจให้มาบอกแม่” เป็นต้น
3.ห้ามดุลูกขณะที่อารมณ์ไม่ดี ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมาก เนื่องจากเด็กๆ จะรู้สึกแย่กับความหงุดหงิดและความโกรธมากกว่าคำพูดของเราเสียอีก ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังหงุดหงิดก็ควรบอกกับลูกว่า “ตอนนี้แม่หงุดหงิดมาก เดี๋ยวแม่จะไปทำอย่างอื่นก่อน หายโกรธแล้วแม่จะมาคุยเรื่องนี้กับหนูอีกที” นอกจากลูกจะไม่ต้องรับอารมณ์ของเราแล้ว เขาจะได้เรียนรู้ถึงวิธีการจัดการความโกรธที่ดีจากเราอีกด้วย
สำหรับการปลอบลูกนั้นมีหลักการง่ายๆ ว่า คุณแม่เพียงแสดงความห่วงใยในความรู้สึกของเขาก็พอ เช่น “หนูเสียใจเหรอลูก” หรือ “หนูไม่ชอบที่คุณพ่อดุหนูใช่ไหม” เป็นต้น
สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ หากคุณแม่เห็นว่าคุณพ่อดุหรือทำโทษลูกรุนแรงเกินไป ก็ไม่ควรจะพูดแย้งต่อหน้าลูก แต่ควรจะไปคุยกันทีหลังเพราะอาจทำให้ลูกไม่เคารพและไม่เชื่อฟังคุณพ่อในคราวต่อๆ ไป และคุณพ่อจะได้ไม่รู้สึกเสียหน้าด้วย
ขอบคุณเทคนิคดีๆจาก momymedia โดย นพ.อัศวิน นาคพงศ์พันธุ์
Tuesday, September 14, 2010
สอนลูกไม่ให้เป็นเด็กเลี้ยงแกะ
ดังนั้น การหันมาพูดความจริง โดยเริ่มจากการอธิบายให้ลูกรู้ว่า ความจริงคือสิ่งที่ถูกต้อง แล้วจึงปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เช่น ครั้งต่อไป คุณพ่อก็บอกเพื่อนๆ ไปเลยว่า “วันนี้ไม่สะดวก อยากอยู่บ้านเล่นกับลูก เอาไว้วันหน้าก็แล้วกันนะ” นี่ คือทางออกที่ดีที่สุด และยังทำให้ลูกเห็นอีกด้วยว่าเราให้ความสำคัญกับเขาเป็นอันดับแรก
พูดจริง ทำจริง พึ่งพิงได้ เพราะคุณเปรียบเสมือนไอดอลของลูก เมื่อลูกรู้สึกว่าสิ่งที่คุณทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ลูกก็จะเลียนแบบพฤติกรรมตามไอดอลของเขา ในที่สุด แล้วบ้านของคุณก็จะไม่มีเด็กเลี้ยงแกะอีกต่อไป
ขอบคุณ นิตยาสาร รักลูก
Thursday, July 15, 2010
ความสุขหาได้จากในบ้าน
ตอนนี้ลูกคนเล็กก้อจะครบ 9 เดือนแล้ว เห็นพัฒนาการได้ชัดเจนว่าเด็กผู้ชายจะเร็วกว่าผู้หญิง ตอนนี้ลูกคนเล็กผู้ชาย กำลังหัดเกาะยืน ซึ่งเร็วกว่าลูกคนโตที่เป็นหญิงมาก กล้ามเนื้อของผู้ชายจะแข็งแรงกว่าผู้หญิง แล้วคุณพ่อคุณแม่ก้อจะปวดหัวมากกว่าผู้หญิงอีกด้วย ตอนนี้คุณแม่ก้อกำลังเตรียมพร้อมรับกับสิ่งนั้นอยู่ แต่ก้อแอบมานั่งอมยิ้มในพฤติกรรมของเค้านะคะ ทำให้ลืมเรื่องปวดหัวและงานที่เหนื่อยหนักหนาไปหมดเลย นี่แหละนะคะที่เค้าว่ามีลูกถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหนก้อแลกมาด้วยกับความสุขที่ทำให้เรามีความสุขได้โดยไม่ต้องเอาเงินไปหาซื้อจากที่ไหนเลย เคยมีเพื่อนคนนึงพูดว่า การที่เรามีลูกมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พระเจ้ามอบให้ เราทำงานนอกบ้านเหนื่อยแค่ไหน พอกลับบ้านไปไปเจอหน้าลูกๆแล้วมีความสุข ไม่ต้องไปแสวงหาความสุขนอกบ้านหรือเอาเงินไปซื้อมาเลย – ความสุขหาได้จากในบ้านเรานะคะ -
Thursday, April 29, 2010
หญิงและชาย
“บอยจะเอาสีชมพู...บอยจะอาว...จะอาว...”
เสียงพ่อหนูน้อยร่ำร้องทุรนทุราย แข่งกับสุ้มเสียงหงุดหงิดของคุณแม่ที่เพียรพยายามอธิบายแกมสั่งสอน
“ไม่ได้...ไม่ได้...ผู้ชายใช้สีชมพูไม่ได้...ไม่ ได้...ไม่ได้...”
ซ้ำซาก ...ยืนยัน ราวกับแผ่นเสียงตกร่อง เพื่อตอกย้ำให้รับรู้และจดจำ
ผู้ชาย...ต้องไม่ใช้สีชมพู
ความพึงพอใจของหนูน้อยในเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งกำลังถูกกำหนดด้วยความมุ่งมั่นชัดเจนของผู้เป็นแม่ โดยมีเรื่องราวอีกมากมายที่ยังรอคอยให้ถูกทยอยจัดวางเป็นความคิด ความเชื่อ ความชอบหรือรสนิยมของหนูน้อยภายใต้กรอบของผู้เลี้ยงดูและสังคมอีกอย่างต่อ เนื่อง
นี่ เป็นการสร้างลักษณะนิสัยและการแสดงออกของเด็กชายให้ต่างจากเด็กหญิงมากยิ่ง ขึ้นโดยอาศัยอิทธิพลของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการบ่มเพาะจากการเลี้ยงดูและเติบโตเป็นหลัก ทั้งที่คนทั้งสองเพศก็มีอะไรอีกตั้งหลายอย่างที่ แตกต่างกันเองโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
เริ่มตั้งแต่หน้าตา เครื่องเพศภายนอกของหนูน้อยที่ไม่เหมือนกัน ส่วนเครื่องเพศภายในก็เป็นแหล่งสรัางความแตกต่างทางฮอร์โมนเพศที่นำไปสู่รูป ลักษณ์และอารมณ์ที่ห่างไกลกันไปยิ่งขึ้นอีกเมื่อเติบโตขึ้น แม้ในช่วงวัยเด็กที่ฮอร์โมนเพศยังไม่เริ่มทำ หน้าที่ หนูน้อยสองเพศก็ยังคงมีรายละเอียดยิบย่อยที่ต่างกันโดยธรรมชาติอยู่พอควร
หนุ่มน้อยของเรา จะมีน้ำหนักและส่วนสูงมากกว่าเด็กหญิง
ไขมันตามเนื้อตัวของทารกเพศชายมีน้อยกว่าและสลาย ไปเร็วกว่าทารกเพศหญิง พร้อมกับที่ทารกชายมีกล้ามเนื้อมากกว่า แล้วยังใช้พละกำลังจากกล้ามเนื้อได้ดีกว่า จนเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่ออายุประมาณสี่ห้าขวบ โดยเจ้าพละกำลังมากมายนี่เองที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความภาคภูมิใจของเด็ก ชาย
นั่นปะไร...หนุ่ม น้อยวัยอนุบาลจึงทำให้คุณครูปวดเศียรเวียนเกล้ามากกว่าสาวน้อยหนุงหนิงตัว กระเปี๊ยกทั้งหลาย
อย่างไรก็ตาม การศึกษาในเรื่องอารมณ์อ่อนโยน เห็นอกเห็นใจและต้องการพึ่งพิง หรือ “ติด” ผู้ใหญ่ที่ตนรักนั้น กลับพบว่าเด็กชายกับเด็กหญิงไม่มีความแตกต่างกัน เพียงแต่ว่าเด็กหญิงจะมีธรรมชาติของการอยากดูแลคนอื่นมากกว่า แสดงออกทางอารมณ์ถึงความห่วงใยได้ชัดเจนกว่า ในขณะที่เด็กผู้ชายออกจะพยายามแสดงตัวเพื่อการ “นำ” ให้ตนเหนือกว่าผู้อื่นมากกว่า
ประมาณว่าเด็กชายมี “อีโก้” จัดกว่าผู้หญิงมาแต่อ้อนแต่ออกเชียวล่ะ แถมยังนิยมแสดงออกถึงอีโก้อย่างก้าวร้าวกว่าทั้งทางร่างกายและวาจา ในทางตรงข้าม เด็กหญิงตัวน้อย ๆ ของเรากลับใช้วิธีการแสดงความก้าวร้าวอย่างเนียน ๆ ประเภทเพิกเฉย ไม่สนใจ หรือไม่ร่วมมือไม่ช่วยเหลือ อุ๊ย! เรียกได้ว่ามีอาการดื้อเงียบ ต่อต้านอย่างเย็นชาแบบนางเอกนิยายน้ำเน่าได้เอง โดยมีธรรมชาติเป็นผู้จัดสรรให้มาพร้อมความเป็นเพศหญิงเลยนะเนี่ย
เมื่อธรรมชาติแบบนี้ถูกการเรียนรู้เสริมแต่งซ้ำ ลงไปอีก ก็ยิ่งทำให้ทั้งสองเพศดูแตกต่างมากมายจนถูกเปรียบเปรยว่ามาจากดาวต่างดวง อย่าแปลกใจที่พ่อเจ้าประคุณเอาแต่โหวกเหวก...นี่แหละอีโก้โดยกำเนิดกำลังแผลง ฤทธิ์ อย่างุนงงที่เจ้าหล่อนเหน็บ แนมเชือดเฉือน..ก็สมองมีศักยภาพด้านภาษาสูงขั้นเทพออกปานนั้น แต่แล้วก็ด้วยอิทธิพลของทั้งธรรมชาติผนวกกับการ เรียนรู้ทางสังคมอีกนั่นแหละที่ทำให้มนุษย์จากดาวต่างดวงมีแรงดึงดูดเข้าหา กัน
ธรรมชาติอีกแล้ว ที่มอบความรักให้มนุษย์ผู้แตกต่างสามารถเปิดใจยอมรับกันและกัน มองเห็นความแตกต่างเป็นปรากฏการณ์น่าตื่นเต้นชวนติดตาม แต่ก็เพราะธรรมชาติอีกเช่นกันที่เมื่อถึงจุดเวลา หนึ่งก็กลับลำ ทำให้มนุษย์ต่างเพศคู่นั้นรู้สึกเบื่อหน่าย หงุดหงิด แปลกแยกต่อความแตกต่างเดียวกันนั้นทั้งที่เคยรู้สึกดีๆมาก่อนในระยะเริ่มต้น
โชค ดีเหลือเกินที่มีมนุษย์ชาญฉลาดหลายคู่รู้จักคิด ...ไม่ปล่อยให้ทางเลี้ยวทางเลือกนี้ดำเนินไปตามยถากรรมที่ธรรมชาติวางไว้เขาและเธอรู้เท่าทันสถานการณ์เพียงพอที่จะให้ โอกาสแก่การเรียนรู้และการปรุงแต่งธรรมชาติอย่างสร้างสรรค์ด้วยสมองได้แสดง ตัวแสดงผลงาน
ความเข้าใจ ความมีสติ ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง การให้อภัย การเห็นอกเห็นใจ ฯลฯ....ล้วนเป็นผลลัพธ์ยิ่งใหญ่จากการเรียนรู้ที่มีคุณค่าเหนืออารมณ์ตาม ธรรมชาติ การเรียนรู้เหล่านี้ทำให้มนุษย์ทั้งสองเพศสามารถประคองชีวิตร่วมกันต่อไปได้ อย่างลึกซึ้งและมั่นคง
ความ จริงของผู้ชาย
ตัวสูงกว่า
น้ำหนัก มากกว่า
มีองค์ประกอบของกล้าม เนื้อในร่างกายมากกว่า
มีพละ กำลังของกล้ามเนื้อมากกว่า
พยายาม เป็นผู้นำมากกว่า
พยายามมาก ขึ้นเมื่อมีการแข่งขัน
เหี่ยว ย่นช้ากว่า แต่มีโรคจากความชรามากว่า
ความจริงของผู้หญิง
มีไขมันมากกว่า
มีเพื่อนกลุ่มเล็กกว่า
เริ่มพูดได้ช้ากว่า แต่เมื่อเริ่มแล้วก็จะพูดได้มากกว่าและใช้พูดได้ซับซ้อนกว่า
มีความพยายามเพราะต้องการตอบสนองความรู้สึกว่าตน “ทำได้”
แก่ง่าย อายุยืนกว่า
ขอบคุณ มัมมี่พีเดีย
Monday, April 26, 2010
หนูน้อยท่อน้ำตาตัน
วิธีการช่วยเบื้องต้น อีกครั้งคะ เอามือของพ่อ หรือ แม่ คลึงที่โคนตาเบาๆแล้วลูบลากลงมาตามแนวจมูกคะ จะช่วยขยายท่อน้ำตาให้ลูกได้คะ
Monday, April 19, 2010
จับตาลูกก่อนเกิดปัญหาใจ

พ่อแม่เองต้องหมั่นเปิดใจ สังเกตและสัมผัสลูกของเราด้วยใจ
เคล็ดลับที่จะทำให้อ่านบทความนี้แล้วนำไปใช้ได้ อย่างได้ผล ไม่ใช่ได้ความแต่คลุมเครือ คุณพ่อคุณแม่เองต้องหมั่นเปิดใจ สังเกต และสัมผัสเด็กๆ ลูกของเราด้วยใจ เรื่องของใจก็ต้องใช้ใจเข้าจับด้วย ว่างั้นเถอะถ้าทำอย่างนี้ ลูกจะออกสัญญาณมาแบบไหนไม้ไหนก็จับได้หมดไม่หลุด อย่าไปยึดแค่ตามตัวหนังสือเท่านั้น ทำนองเดียวกับว่า รู้ว่าเพลงเพราะก็ด้วยการฟัง ไม่ใช่มองที่ตัวโน้ต (ยกเว้นคนที่เชี่ยวชาญจริงๆ ที่อ่านโน้ตก็มีเสียงเกิดในหัวตามแล้ว) จะว่าไป ถ้าเราตั้งใจเลี้ยงลูกไม่น้อยไปกว่าตั้งใจทำมาหาเงิน แบบที่เราคิดพลิกแพลงให้ได้รายได้เพิ่ม ตลอดเวลา เรื่องนี้คงไม่ยากเกินไปนักที่ว่าต้องเปิดใจก็คือ เราเองต้องรับได้ว่า เด็กทุกคนมีจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดีกว่าที่เป็นได้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ถ้าเราเองหรือใครเห็นว่าลูกของเราอะไรๆ ก็ดีซะหมดแล้ว อย่าเพิ่งปฏิเสธว่า ลูกฉันจะมีปัญหาได้ยังไง แล้วพานโกรธคนทักที่ ว่าต้องสังเกต ก็คือ เราต้องระแวด ระไวกับความเปลี่ยนแปลงในตัวลูกเรา หมั่นสังเกตตรวจตรา ขนาดรถคุณยังเติมน้ำเติมลม ถ่ายน้ำมันเครื่อง ไม่ปล่อยตามธรรมชาติหรือยถากรรมเกินไป แต่ก็อย่าไวกับทุกอย่างเกินไป จนเว่อร์ การอาศัยพัฒนาการโดยเฉลี่ยของเด็กอย่างที่เคยได้ ยินได้เห็นมาเป็นเกณฑ์ อาจเป็นแนวทางที่เราใช้สังเกตลูกได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องสัมผัสลูกด้วยใจด้วย คือสามารถเข้าใจได้ว่า ถ้าเราเป็นเขาในวัยนั้นเราจะรู้สึกอย่างไร ไม่คิดอย่างคนในวัยเราคิด หรือถ้าไม่เข้าใจก็คุยถามเขาดู ขั้นต่อไปก็ลองมาดู ว่า อะไรหนอที่อาจเป็นอุปสรรคทำ ให้ลูกเราเริ่มลำบาก เริ่มมีปัญหาบ้าง เริ่มจากรอบๆ ตัวเด็ก มองครอบครัวของเราเองก่อนว่า อยู่ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงกับครอบครัวบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าในแง่ที่เราว่าดี อย่างย้ายบ้านใหม่ มีน้องใหม่ พี่สอบเอ็นทรานซ์ได้ พ่อแม่ได้ไปเที่ยวเมืองนอก หรือไม่ดี อย่างพ่อแม่ทะเลาะกัน เงินทองไม่พอใช้ เลยไปถึงว่ามีสมาชิกในบ้านตาย เจ็บป่วยกะทันหันหรือเรื้อรังขึ้นมาในบ้าน การหย่าร้าง ล้วนแต่มีผลกระทบกับสมาชิกทุกคน รวมทั้งเด็กๆ ด้วยเสมอ ไม่มีคำว่าเรื่องของผู้ใหญ่เด็กไม่ต้องมายุ่งเครียด (เดี๋ยวเด็กจะบอกว่า สอบคะแนนไม่ดีเรื่องของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ต้องมาเครียดบ้าง)สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กๆ อีกอย่างก็คือ โรงเรียน ซึ่งได้แก่ เรื่องเพื่อนฝูง การเรียน และครู ซึ่งไม่ว่าจุดใดเกิดปัญหาขึ้น ก็อาจส่งผลต่อเด็กได้อย่างมาก
ดังนั้น เมื่อใดก็ตามหากมีสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น นอกจากใจเราจะมุ่งแต่ส่งกองหน้าไปรบกับปัญหาแล้ว คงต้องมองลูกๆ ของเราไปพร้อมกันด้วย เพราะบางทีเราจะ เหมือน "ลืม" ทัพหลวงของเราว่าเดินไปด้วยกันไม่ไหว ไม่ทัน หรือทัพหลวงอาจไม่เข้าใจว่า ทัพหน้าทำอะไรกันอยู่บางทีเราอาจไม่ลืม แต่ก็คิดว่าเด็กน่าจะเข้าใจได้เอง หรือพอเด็กเกิดปัญหาการปรับตัวขึ้นแล้ว ไม่ได้เฉลียวใจ กลับคิดว่าเด็กมาสร้างภาระเพิ่มให้เสียอีก อย่างพ่อ แม่ทะเลาะกันบ่อยๆ เด็กๆ กลุ้มใจเริ่มเรียนไม่ดี อยากให้แม่มานั่งติวให้ไม่งั้นไม่ทำงาน แม่ก็จะยิ่งเหนื่อยหงุดหงิด บางทีบ่นว่าลูก หรือส่งลูกไปเรียนพิเศษเสียเลย ลูกก็เลยไปติดเพื่อน หนักเข้าไปอีก อีกเรื่องที่ทำให้เด็กต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา และบางทีจะเกิดปัญหาได้ก็คือ เด็กเองโตขึ้นทุกวัน ต้องฟันฝ่าตามพัฒนาการทางจิตใจต่างๆ มากมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าถึงเวลาเด็กก็เป็นเอง อย่างเช่นเรื่องการรู้และแสดงออกตามเพศของตัว หรือความรับผิดชอบในความคาดหวังจากพ่อแม่ โรงเรียน หรือด้วยตัวเด็กเองก็ตาม ความรู้เรื่องพัฒนาการแบบนี้มีใน หนังสือเยอะแยะไปหมดแล้ว คงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คาดได้ว่า ลูกเราอายุแค่ไหน ต้องการอะไร (นอกเหนือไปจากว่า อายุเงินฝากกี่เดือนแล้วได้ดอกเบี้ยเท่าไร ) อยากให้มองว่า เด็กไม่ได้จงใจส่งสัญญาณเรียกร้องความสนใจให้ใครรู้หรอก ตามปกติ เมื่อเด็กเขาเจอเรื่องยากลำบาก เขาก็จะต่อสู้ไปตามนิสัย ประสบการณ์ที่เคยติดตัวมา ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วก็มักผ่านได้โดยดี (ไม่ต้องเลือกใหม่สามสี่รอบแบบ สว.)
สัญญาณเตือนแบบไหนอันตราย?
สิ่งที่นับว่าเป็นสัญญาณไม่ดีแล้วก็คือ เมื่อลูกเลือกวิธีที่ไม่เข้าท่ามาแก้ปัญหา ยิ่งใช้ก็ยิ่งแย่ หรือหมดมุขไม่รู้จะทำยังไงต่อแล้ว เราถึงได้นับอย่างนั้นเป็นสัญญาณที่ต้องเข้าช่วยมาถึงเรื่องว่า เด็กจะส่งสัญญาณเย้วๆ ให้เราตีความแบบไหนได้บ้างคน ที่เดินมาบอกเองว่า กลุ้มใจก็พอมี แต่ไม่เยอะมาก เพราะบางทีเด็กไม่สบายใจแต่บรรยายไม่ถูก เหมือนบางเพลงเราฟังว่าเพราะ แต่ไม่รู้จะบรรยายยังไงเด็กบางรายก็เกรงใจไม่อยากบอกพ่อแม่ คิดว่าเดี๋ยวก็หายเอง (ก็ทำนองเดียวกับผู้ใหญ่บางรายละครับ )ที่ ร้ายก็คือ เด็กก็เคยพยายามส่งซิกแล้ว แต่พ่อแม่กลับว่าเด็กว่า ไม่น่าคิดมาก ไม่ซื้อความรู้สึกของเด็ก แล้วปิดการเจรจา เด็กก็เลยปิดการขายไม่ลงถ้า จะบอกง่ายที่สุดก็คือ สัญญาณอย่างว่าจะเป็นแบบไหนก็ได้ สัญญาณอาจได้แก่การถดถอย หมายถึงว่า เด็กกลับไปเหมือนเด็กที่เล็กกว่า ไม่สมอายุ เช่นเคยนอนคนเดียวได้ กลับกลัวติดแม่แจ หรือกลับไปปัสสาวะรดที่นอนเหมือนตอน 2-3 ขวบ พูดยานคาง ไม่ชัด กัดเล็บ แบบนี้เราต้องเริ่มสนใจ บางทีเด็กอาจแสดงสัญญาณโดยเหม่อลอย ไม่ยิ้มแย้ม แยกตัว ไม่อยากเสวนากับใคร อย่างนี้พ่อแม่มักไม่พลาด เพราะเห็นได้ชัด
อีกขั้วก็คือ เด็กอาจกลับนิสัยจากที่เคยสงบเรียบร้อย กลายเป็นต่อต้าน ดื้อ ก้าวร้าว มาอาการนี้ พ่อแม่มักหลง ไม่รับสัญญาณ แต่มักเป่าแตรรบใช้อำนาจกำลังปราบกบฏให้ เด็กกลับเป็นเมืองขึ้น ซึ่งมักทำให้เรื่องบานปลาย สัญญาณที่หมอได้เจออยู่เสมอก็คือ เด็กบอกอาการป่วยโน่นนี่อยู่เรื่อย ที่แชมป์ก็คือปวดหัวปวดท้อง (บางรายลามไปปวดก้านคอ ใบหู) โดยที่ไปหาหมอเก่งๆ ตรวจมาเยอะแยะ แล้ว หมอก็ส่ายหน้าหาโรคให้ไม่ได้ พบไม่น้อยว่าเกิดปัญหาในใจขึ้นมาแล้ว อาการอย่างนี้มักมาร่วมกับการที่เด็กจะไม่ยอมไปโรงเรียนคู่กันด้วยสัญญาณ อย่างสุดท้ายที่จะยกตัวอย่างให้ฟังคือ เรื่องของสรีระร่างกายที่เปลี่ยนไป เช่น นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ ฝันละเมอมากขึ้น กินอาหารไม่ลงหรือกินมากกว่าปกติ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะราดบ่อย หรือไม่ยอมถ่าย กลั้นไว้ให้ผู้ใหญ่ขัดใจเล่น (ซึ่งมักพบว่าเป็นปัญหาในเด็กวัยอนุบาล) ถึงตอนนี้ คงได้ภาพของเด็กที่เริ่มส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ SOS กับเราแล้ว อย่าลืมว่าเครื่องรับของเราต้องพร้อมเปิดรับอยู่ และพร้อมที่จะเข้าไปรับฟังช่วยเขาด้วย พ่อแม่เอง ถ้าคิดว่าสถานการณ์ช่วงไหนที่เล่าแล้วว่า เสี่ยงต่อการที่ลูกของเราจะปรับตัวยาก ก็ยิ่งต้องเพิ่มความเข้มของการมองหาให้มากขึ้นด้วยจริง อยู่ กระต่ายตื่นตูมจะกลุ้มใจเกินเหตุ แต่เด็กของเราอาจไม่รู้ว่า วิธีแก้ปัญหาของเขาอาจเหมือนกับการไปเขย่าโยกต้นให้มะพร้าวหล่นใส่หัวตัวเอง มากขึ้น ช่วยเขาหาทางที่ถูกแต่ต้นมือดีกว่าครับ
ขอบคุณ มัมมี่พีเดีย
Monday, April 12, 2010
วัยรุ่นสมาธิสั้นเป็นอย่างไร
เดี๋ยวนี้โรคที่ผู้ปกครองทั้งหลายรู้จักชื่อกันดีและนิยมรีบ พามาตรวจกับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นมากที่สุดคือโรคสมาธิสั้นกับโรคออทิสติก ซึ่งการรวบรวมข้อมูลในประเทศไทย พบว่าสองโรคนี้รวมกันมีความชุกในเด็กมากกว่าร้อยละ 10 และผู้ปกครองของวัยรุ่นหลายคนก็ได้รับรู้ไปด้วยว่าลูกของตนมีอาการอย่างนั้น ตอนเด็กๆ ก็เลยพามาตรวจด้วยซะเลย เผื่อจะยังเป็นอยู่ ซึ่งวันนี้จะเล่าถึงอาการของโรคสมาธิสั้นในวัยรุ่นหลายๆ รูปแบบที่หมอเจอในประสบการณ์การทำงานนะคะ
เอ็ม อายุ 15 หน้าตาหงุดหงิด มากับคุณแม่สาวสวยหน้าเศร้า เขาบอกว่าแม่ให้ตำรวจไปจับเขามาจากร้านเกมทำให้เขาเสียหน้ามาก คุณแม่บอกว่าจำเป็นต้องทำเพราะเขาไม่เข้าโรงเรียนมาเป็นเดือนแล้วและญาติที่ เป็นหมอบอกว่าจำเป็นต้องบังคับรักษา เอ็มเรียนไม่เก่ง เอาแต่ใจ ใช้เงินไม่ยั้ง ขับรถเร็ว สูบบุหรี่ และโกหกตลอด แม่กลัวลูกจะเสียอนาคต
เอ หนุ่มหล่ออายุ 16 มาหาหมอกับแม่ครั้งแรกบอกเองเลยว่าตัวเองเป็นคนขอให้แม่พามาเพราะสงสัยว่า ตัวเองเป็นอะไรถึงสมาธิสั้นกว่าเพื่อนๆ เอสังเกตุว่าตอนที่โรงเรียนให้นั่งสมาธิหลับตา เออึดอัดมาก และต้องลืมตาก่อนใครๆทุกครั้ง เอจึงมีโอกาสเห็นว่าคนอื่นๆนั่งนิ่งได้อย่างไม่เห็นจะยากตรงไหน เขารู้สึกอยากรู้จริงๆว่าเขามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า
ปิ่น สาวสวยปีหนึ่งอายุ 17 จากมหาวิทยาลัยหนึ่งที่แสนจะโรแมนติก มาหาหมอเองด้วยสีหน้าเศร้า เธอเพิ่งเลิกกับเพื่อนชายแสนดีที่บอกเธอว่าเขาทนเสียใจกับเธอไม่ไหวแล้วจึง ขอแยกทาง เธอเล่าว่าเธอก็เสียใจไม่แพ้กันที่ทำให้เขาน้อยใจ และโกรธเสมอๆเพราะเธอใจลอยบ่อยๆ เวลาคุยกัน และมักลืมนัดกับเขาเสมอ เขาคิดว่าเธอไม่ใส่ใจและชอบแก้ตัว แต่เธอยืนยันว่าเธอพยายามแล้วทำไม่ได้จริงๆ เธออยากความจำดีและไม่ใจลอย
เปา หนุ่มสมาร์ทร่างใหญ่จากคณะวิศวะ มากับพ่อแม่ซึ่งเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ต้องการจะปรึกษาเรื่องการย้ายมหาวิทยาลัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่กังวลว่าเขาย้ายมาแล้วหนึ่งครั้งและจะย้ายอีกเป็นเพราะอะไร เท่าที่คุยกันมายังงงๆเลยคิดว่าอยากให้จิตแพทย์ช่วยวิเคราะห์ที เพราะไม่อยากให้ลูกเสียเวลาอีกแล้ว เขาไม่เคยมีปัญหาการเรียนในสมัยอยู่ในโรงเรียนเลย พ่อแม่คาดว่าเป็นเพราะไม่ต้องบริหารจัดการเวลา และไม่มีอะไรให้ย้ายไปมาแบบในมหาวิทยาลัย
สรุปว่าพฤติกรรมที่ควรสงสัยว่าวัยรุ่นจะเป็นโรคสมาธิสั้นมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆซึ่งเป็นอาการของการขาดความสามารถทั้งในการควบคุมสมาธิ การควบคุมการเคลื่อนไหว และการควบคุมอารมณ์ คือ
1. อาการสมาธิบกพร่อง เช่น ขี้ลืม ทำของหายบ่อย เบื่อง่าย ขี้เกียจ ขาดความอดทนพากเพียรที่จะทำงานที่ต้องใช้สมาธิให้สำเร็จ เลือกทำแต่สิ่งที่ชอบ สนุกสนานหรือไม่ต้องใช้สมาธิ เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หลีกเลี่ยงที่จะเขียนหนังสือหรือทบทวนบทเรียน เปลี่ยนความสนใจบ่อย มักทำงานที่เริ่มต้นไว้ไม่เสร็จและเสร็จแล้วก็ไม่ตรวจทานให้รอบคอบ บางคนอาจเหม่อลอยหรือฝันกลางวันบ่อยๆ ผลงานมักออกมาไม่ดีเท่าที่ควรทั้งที่มีสติปัญญาที่จะทำได้ดีกว่านั้น
2. อาการอยู่ไม่นิ่ง เช่น ยุกยิกเวลาอยู่กับที่ กัดเล็บ ขีดเขียนหรือวาดรูปเลอะเทอะในสมุดเรียน ชอบทำกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหว อึดอัดเวลาไม่มีอะไรทำ พูดมาก
3. อาการใจร้อน หุนหันพลันแล่น เช่น หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห อดทนรอคอยได้ยาก พูดโพล่งหรือพูดแทรก ทำอะไรไม่วางแผนล่วงหน้า ไม่คิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทำอะไร มักมีปัญหากับคนรอบข้าง ขับรถเร็ว ชอบทำสิ่งที่ตื่นเต้นท้าทาย เก็บข้าวของไม่เป็นระเบียบ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาการของวัยรุ่นแต่ละคนก็แตกต่างกันไปได้ขึ้นกับความ รุนแรงและอาการเด่นของคนคนนั้น พื้นอารมณ์ บุคลิกภาพ การปรับตัว และการดูแลช่วยเหลือที่ได้รับจากคนรอบข้างตั้งแต่วัยเด็ก และวัยรุ่นบางคนยังมีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะการเรียนรู้บกพร่อง ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า ดื้อ เกเร เป็นต้น
คนที่เป็นโรคนี้ได้รับการยืนยันแน่ชัดว่ามีสมองทำงานผิดปกติในหลายๆ ส่วน ทั้ง brain stem, frontal lobe, basal ganglia, cerebellum และ corpus callosum ซึ่งปัจจัยที่พบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดความผิดปกตินี้คือ พันธุกรรม การที่มารดามีปัญหาขณะตั้งครรภ์ การที่มารดาใช้สารเสพติดรวมทั้งบุหรี่ และอาจเกี่ยวข้องกับอาหารและวิตะมินบางตัวด้วย ส่วนการเลี้ยงดูที่ไม่มีวินัย การดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมไม่ใช่สาเหตุโดยตรงเพียงแต่เป็นเหตุกระตุ้นให้มี พฤติกรรมที่เป็นปัญหามากขึ้นเท่านั้น
มีการวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่ายาหลายประเภทสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่า นี้ให้ดีขึ้นได้ แต่ควรจะฝึกปรับพฤติกรรมด้านต่างๆด้วย เพราะยาช่วยให้สมองพร้อมที่จะเชื่อฟังตัวเรา แต่นิสัยหลายอย่างที่เราบกพร่องอยู่ก็จำเป็นสำหรับความสำเร็จนะคะ
Wednesday, April 7, 2010
ท่อน้ำตาลูกตัน ทำอย่างไรดี !

ท่อน้ำตาตัน หลายๆคนคงเคยได้ยินโรคนี้กันนะคะ ดิฉันประสบมากับตนเอง เพราะลูกชายคนเล็กเป็นอยู่คะ ตอนนี้เค้าก้อ 5 เดือนแล้ว แต่ยังเป็นไม่หายเลย ต้องรีบไปพบจักษุแพทย์แล้วคะ เจอบทความด้านล่างน่าสนใจมากเลยต้องรีบเอามาเก็บไว้ในนี้คะ
ภาวะท่อน้ำตาอุดตันในเด็กเป็นปัญหาที่พบ บ่อยมาก โดยพบได้อย่างน้อย 6 เปอร์เซ็นต์ของทารกแรกเกิด ลักษณะอาการโดยทั่วไป เด็กจะมีตาแฉะ น้ำตาไหลมาก ทั้งๆที่ไม่ได้ร้องไห้ ซึ่งในตอนแรกอาการตาแฉะจะมีเพียงน้ำตาใสๆ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะพบว่าเด็กบางคนจะเริ่มมีขี้ตาเป็นสีเขียวมากขึ้น ซึ่งแสดงว่ามีเชื้อโรคเข้าไปและเกิดอาการติดเชื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้คุณพ่อหรือคุณแม่จะสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ลูกน้อยอายุ 2-3 สัปดาห์หลังคลอด

"พังผืด" ที่มาของการอุดตัน
ก่อน อื่นคงต้องรู้จักลักษณะทางกายภาพของทางเดินท่อน้ำตากันก่อน น้ำตาคนเราจะมีการหลั่งออกมาจากต่อมน้ำตาตลอดเวลาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ ดวงตา น้ำตาที่ออกมานี้จะถูกปั๊มเข้าถุงทางเดินน้ำตา โดยการกะพริบตาแล้วน้ำตาก็จะไหลลงท่อน้ำตาซึ่งเปิดเข้าในจมูก(ถ้าสังเกตดูจะ พบว่าเวลาเราหยอดตาแล้วรู้สึกขมๆในคอ)
โดย ส่วนใหญ่เด็กทารกที่มีท่อน้ำตาอุดตันมักเกิดจากมีแผ่นพังผืดปิดบริเวณปลายรู เปิดท่อน้ำตาในจมูก เมื่อมีแผ่นพังผืดปิดที่รูเปิดของท่อน้ำตาในจมูก จะทำให้น้ำตาขังเอ่อเข้าไปในลูกตา และเอ่อออกมาบริเวณดวงตาของเด็กในที่สุด
โดยตามธรรมชาติแล้ว ภาวะท่อน้ำตาอุดตันมักจะมีอาการดีขึ้นเองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย แต่ก็มีกรณีที่เป็นแล้วไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง อาการที่เป็นอยู่ก็ไม่สามารถหายได้เอง เหล่านี้จะทำให้น้ำตาที่ขังอยู่ในตานานๆมีเชื้อโรคมาเจริญเติบโต เกิดการติดเชื้อบริเวณทางเดินน้ำตา ซึ่งอาจลุกลามต่อไป เข้าไปในเยื่อบุตา และกระจกตา ทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบและกระจกตาอักเสบได้
น้ำตามาก สัญญาณโรคของ "ดวงตา"
แม้ลักษณะของภาวะที่เด็กมีน้ำตาขังอยู่ในตามากจะ เป็นสัญญาณบอกถึงอาการของท่อน้ำตาอุดตัน แต่ก็ไม่ใช่อาการบ่งชี้แค่เพียงโรคนี้เท่านั้นนะครับ เพราะการที่เด็กมีน้ำตามากอาจเกิดจากเยื่อบุตาอักเสบ กระจกตามีรอยถลอก กระจกตาอักเสบ มีเศษผงหรือสิ่งแปลกปลอมในตาหรือภาวะต้อหินในเด็กแรกเกิดก็เป็นได้ โดยเฉพาะภาวะต้อหินนี้นับว่าเป็นอาการที่รุนแรงเพราะหากเกิดในเด็กทารก แล้วจะมีผลทำให้ความดันภายในลูกตาสูงมาก เด็กจะมีอาการกระจกตาบวม และมีน้ำตาไหลมาก ซึ่งภาวะดังกล่าวถ้าทิ้งไว้ไม่ทำอะไร อาจตาบอดได้ ฉะนั้นถ้าลูกน้อยมีอาการเคืองตา น้ำตาไหลมาก ควรรีบพามาพบจักษุแพทย์ครับ
ยังมีภาวะท่อน้ำตาอุดตันอีกชนิดหนึ่งซึ่งนอกจาก จะมีการอุดตันบริเวณรูเปิดในจมูกแล้วยังมีการอุดตันของท่อน้ำตาก่อนเข้าถุง ทางเดินน้ำตา ซึ่งภาวะนี้เรียกว่า Mucocele ของถุงน้ำตา มักพบในเด็กแรกเกิด ซึ่งนอกจากจะมีอาการน้ำตามากแล้วยังจะมีก้อนนูนสีออกน้ำเงินบริเวณหัวตาด้าน ข้างจมูก ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปพบจักษุแพทย์ซึ่งจะให้การรักษาด้วยวิธีนวด บริเวณหัวตาร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะหยอดและป้ายตา ถ้าไม่ดีขึ้นมักต้องใช้แท่งโลหะ(Probe)แทงเพื่อเปิดรูท่อน้ำตา
ช่วยลูกได้ด้วยสองมือพ่อแม่
ส่วนใหญ่แล้วภาวะท่อน้ำตาอุดตันมักมีอาการดีขึ้น เองได้เมื่อทารกอายุได้ประมาณ 1 ปีดังที่ได้กล่าวไปแล้วเบื้องต้น เพราะฉะนั้นการรักษาโดยทั่วไปจักษุแพทย์มักจะแนะนำให้คุณพ่อหรือคุณแม่นวด บริเวณหัวตา ซึ่งเป็นตำแหน่งของถุงทางเดินน้ำตา
การนวดนี้เพื่อเป็นการเพิ่มความดันภายในท่อน้ำตา ซึ่งจะดันให้แผ่นพังผืดซึ่งปิดบริเวณรูเปิดในจมูกเปิดออก นอกจากการนวดแล้วแพทย์ก็มักจะให้ยาปฏิชีวนะหยอดและป้ายตาด้วย
การนวดบริเวณหัวตาต้องนวดบ่อยๆ วันหนึ่งทำหลายๆครั้ง ถ้าวิธีการนวดหัวตาร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ผล จักษุแพทย์จะใช้แท่งโลหะ(Probe)ใส่ไปในท่อน้ำตาเพื่อเปิดท่อน้ำตาที่อุดตัน ให้เปิดออก ซึ่งถ้าไม่ได้ผลและเด็กยังมีอาการอยู่ จักษุแพทย์มักจะลองให้แท่งโลหะขยายท่อน้ำตาซ้ำอีก 2-3 ครั้ง ร่วมกับการหักกระดูกอ่อนในโพรงจมูก ถ้ายังไม่ได้ผลอีก จักษุแพทย์จะต้องใช้ท่อซิลิโคนคาไว้ในท่อน้ำตา หรือใช้บอลลูนใส่ในท่อน้ำตาแล้วขยายท่อน้ำตา ถ้าทุกวิธีที่กล่าวมาไม่ประสบความสำเร็จ มักลงท้ายด้วยการผ่าตัดเปิดท่อทางเดินน้ำตาบริเวณถุงทางเดินน้ำตาให้มีทาง ติดต่อเข้าไปในจมูก เพื่อให้น้ำตาไหลผ่านเข้าจมูกได้ครับ
การ ใช้แท่งโลหะ(Prob)ขยายท่อน้ำตานั้น ก่อนที่จะใส่แท่งโลหะ(Prob) เข้าไปจักษุแพทย์ก็มักจะใช้ยาหยอดหรือในบางรายก็จะใช้การดมยาสลบให้แก่เด็ก ก่อน ส่วนการผ่าตัดอื่นๆเรามักทำในเด็กที่ได้รับการดมยาสลบเพื่อที่เด็กจะได้ไม่ รู้สึกเจ็บครับ
ความจริงแล้ว โรคท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก ถึงแม้จะป้องกันไม่ได้แต่สามารถรักษาให้หายได้ และก็ไม่ได้เป็นโรคที่รุนแรงอะไร คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งกังวลไปครับ วิธีการที่จะดูแลก็อย่างที่แนะนำไปแล้ว ซึ่งเบื้องต้นคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถดูแลด้วยตัวเองได้ เพียงแต่สิ่งสำคัญคือควรจะรีบพาลูกมาพบจักษุแพทย์เพื่อที่จะได้รับคำแนะนำ ที่ถูกต้องถึงวิธีการปฏิบัติโดยเฉพาะการนวดบริเวณหัวตา ไม่ควรไปหัดทำเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเด็ดขาด
หมอ ขอย้ำว่า แม้โรคนี้จะไม่ร้ายแรง แต่ก็ควรได้รับการปรึกษาจากจักษุแพทย์นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นว่าเจ้าตัวเล็กมีน้ำตาเอ่อในดวงตาก็ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อจะได้วินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมและถูกต้องต่อไป ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ลูกมีสุขภาพของดวงตาที่สมบูรณ์ยังไงละครับ
ขอบคุณ มัมมี่พีเดียมากคะ
Friday, April 2, 2010
เหตุผลของ เด็กก้าวร้าว
สิ่งที่เด็กสมัยก่อนได้เรียนรู้มากกว่าเด็กสมัยนี้ เช่น
1. การบังคับ เด็กๆ สมัยก่อนจะถูกบังคับมากจนอาจจะมากเกินไป แต่ก็ทำให้หลายๆ คนรู้จักวิธีบังคับและสามารถใช้วิธีนั้นกับตัวเองในเรื่องที่จำเป็นต้องทำ
2. การควบ คุม เด็กๆ ถูกควบคุมมากกว่าสมัยนี้อย่างเห็นได้ชัดกระดิกตัวไม่ค่อยได้ แต่ในที่สุดเมื่อเป็นอิสระจากการควบคุมของพ่อแม่ เด็กๆ กลับได้ทักษะในการควบคุมตัวเองติดมาด้วย
3. การอด กลั้น เด็ก ๆ ถูกห้ามไม่ให้แสดงความโกรธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ทั้งที่บางทีผู้ใหญ่ก็เป็นฝ่ายผิด แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ตอบโต้ ถูกหัดให้อดกลั้น จนข่มใจเป็น
4. ความอด ทน เด็กๆ ถูกกดดันให้ทำเรื่องยากๆ งานหนักๆ สารพัดทั้งการบ้าน ทั้งงานฝีมือ พ่อแม่ก็เหงื่อตกไปด้วย เคี่ยวกรำกันไปนานๆความลำบากก็กลายเป็นเรื่องที่ทนได้
ส่วนครอบครัวสมัยนี้เริ่มให้ความสำคัญกับ คุณสมบัติ สี่ประการที่กล่าวมาน้อยลง หันไปเน้นที่การแสดงออก การอำนวยความสะดวก ขาดการปลูกฝังคุณลักษณะทั้งสี่ข้อ เป็นทั้งกับบ้านที่ยากจนพ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงดูหรือบ้านที่ร่ำรวยแต่ไม่ ยอมหาเวลาดูแลลูก ซึ่งคุณลักษณะทั้งสี่นี้มีประโยชน์มาก
คุณลักษณะ ทั้งสี่ประการมีฐานรากตัวเดียวกัน คือ control พูดให้ชัดๆ ก็คือ self-control เริ่มสร้างได้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบครับ และต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ต้องมีการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา ต้องไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ถ้าเป็นคนที่เคร่งครัด บังคับตนเองมากเกินไปก็ไม่ดี แต่ถ้าไม่มีเลยก็ไม่ดียิ่งกว่า บทเรียนบทแรกของ self-control คือ การคุมกับ อึ ฉี่ เป็นครั้งแรกที่เด็กๆ ได้รู้ว่าฉันคุมได้และทำตามที่สังคมต้องการได้ด้วย ก่อนหน้านี้อาจจะมีความรู้สึกนี้บ้างจากการยืนเป็นและเดินได้ ถ้าพูดได้เด็ก ๆ อาจจะบอกว่า
“ไชโย เดินได้แล้ว” “เย้ ฉี่ลงส้วมแล้ว เหมือนพ่อเลย ๆ”
บท เรียนที่ยากที่สุดของ self-control เห็นจะเป็นความดื้อครับ เพราะเป็นความขัดแย้งระหว่าง “หนูอยาก” กับ “พ่อให้ไม่ได้” กลับไปดูคุณสมบัติสี่ข้อที่ว่าสิครับ ต้องใช้ชุดนั้นแหล่ะถึงจะจัดการปัญหานี้ได้ พอ “หนูอยาก” แต่ “พ่อไม่ให้” การอาละวาดก็เกิดขึ้น ตัวก้าวร้าวที่นอนสงบในร่างเด็กน้อย ก็ตื่นจากหลับลุกขึ้นควบคุมเจ้าตัวเล็ก ถ้าเราช่วยให้ลูกชนะตัวก้าวร้าวได้ มันก็จะแอบๆ ไปสักพักแล้วกลับมาใหม่ วันแล้ววันเล่าจนวันที่ลูกเป็นวัยรุ่นเจ้าตัวก้าวร้าวนี้จะโตเต็มที่ พร้อมๆ กับวัยฉกรรจ์ของลูก ยกนี้จะเป็นยกสุดท้าย ถ้าลูกชนะได้ตอนเป็นผู้ใหญ่ ตัวก้าวร้าวจะตัวเล็กกว่านี้ลูกจะชนะได้อีก
ถ้า ตอนเล็กเตรียมลูกมาดีก็ไม่ต้องใช้พลังมาก แต่ถ้าเตรียมมาไม่ค่อยดี ก็ขอให้ The force be with you จะใช้ดาบเลเซอร์ หรือหวายอาญาสิทธิ ก็เลือกเอานะครับ
ตัดมาจากบทความของคุณหมอนุ
ลงใน momypedia
ขอบคุณคะ
Friday, March 26, 2010
ขวบปีแรก วัยแห่งการเรียนรู้
หยิบ เข้าปาก...เรื่องเรียนรู้ของวัยเบบี๋
ถ้าเห็นลูกวัย 6 เดือนที่เริ่มนั่งทรงตัวได้ดี แล้วเอื้อมคว้าของเข้าปาก...อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าลูกหิวเชียวนะคะ เพราะนั่นคือพัฒนาการในการเรียนรู้ ด้วยการสำรวจสิ่งใหม่ๆ รอบตัว
เพราะ เด็กขวบปีแรกเรียนรู้ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตาดู หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นชิมรส และมือสัมผัส ดังนั้นเรื่องหยิบของเข้าปากจึงแสดงถึงพัฒนาการของลูก คือ
* ประสานประสาทสัมผัสจาก 3 อวัยวะ คือ มือ ตา และปาก ด้วยการแยกแยะรายละเอียด กะระยะได้แม่นยำ และจับได้มั่นคงขึ้น
* การที่ลูกนั่งได้แล้ว จะทำให้ลูกมีมุมมองที่กว้างไกล เห็นสิ่งต่างๆ ได้หลากหลายขึ้นด้วย
* เมื่อเด็กเรียนรู้รสชาติและผิวสัมผัสได้มากขึ้น ก็จะค่อยๆ เรียนรู้ว่าสิ่งของแบบไหนที่สามารถเอาเข้าปากได้นั่นเอง
สมองคือจุดเชื่อมโยง
ขณะที่เด็กสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยการใช้มือ ตา ปาก นั้น สมองแต่ละส่วนก็ต้องทำงานไปพร้อมกันเพื่อชื่อมโยงอวัยวะดังนี้
* พาไรทัลโลบ (Parietal Lobe) จะควบคุมการใช้มือและตา
* เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) จะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง
* เท็มโพรัลโลบ (Temporal Lobe) และมอเตอร์คอเท็กซ์ (Motor Cortex) จะทำงานเป็นคู่หูกัน เมื่อลูกมีการเคลื่อนไหว
ยิ่ง เมื่อลูกหยิบจับสิ่งของบ่อยๆ สมองก็จะพัฒนาและทำงานได้ดีมากขึ้น ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และเก็บบันทึกจดจำไว้เป็นประสบการณ์ต่อไปในระยะยาวค่ะ
เมื่อเด็กใช้มือ ตา ปาก ทำงานประสานกันมากขึ้น เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) ซึ่งจะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง ก็ทำหน้าที่ควบคู่ไปด้วย
เรียนรู้ ด้วยมือ ตา และปาก
โดย: เกตน์สิรี
ตั้งแต่ลูกเริ่มเอื้อมมือคว้าได้ เดี๋ยวนี้เจออะไรเป็นต้องคว้าเข้าปากทุกที นี่แหละพัฒนาการขั้นสำคัญของหนู ที่พ่อกับแม่ต้องรู้และส่งเสริม
หยิบ เข้าปาก...เรื่องเรียนรู้ของวัยเบบี๋
ถ้าเห็นลูกวัย 6 เดือนที่เริ่มนั่งทรงตัวได้ดี แล้วเอื้อมคว้าของเข้าปาก...อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าลูกหิวเชียวนะคะ เพราะนั่นคือพัฒนาการในการเรียนรู้ ด้วยการสำรวจสิ่งใหม่ๆ รอบตัว
เพราะ เด็กขวบปีแรกเรียนรู้ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตาดู หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นชิมรส และมือสัมผัส ดังนั้นเรื่องหยิบของเข้าปากจึงแสดงถึงพัฒนาการของลูก คือ
* ประสานประสาทสัมผัสจาก 3 อวัยวะ คือ มือ ตา และปาก ด้วยการแยกแยะรายละเอียด กะระยะได้แม่นยำ และจับได้มั่นคงขึ้น
* การที่ลูกนั่งได้แล้ว จะทำให้ลูกมีมุมมองที่กว้างไกล เห็นสิ่งต่างๆ ได้หลากหลายขึ้นด้วย
* เมื่อเด็กเรียนรู้รสชาติและผิวสัมผัสได้มากขึ้น ก็จะค่อยๆ เรียนรู้ว่าสิ่งของแบบไหนที่สามารถเอาเข้าปากได้นั่นเอง
สมองคือจุดเชื่อมโยง
ขณะที่เด็กสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยการใช้มือ ตา ปาก นั้น สมองแต่ละส่วนก็ต้องทำงานไปพร้อมกันเพื่อชื่อมโยงอวัยวะดังนี้
* พาไรทัลโลบ (Parietal Lobe) จะควบคุมการใช้มือและตา
* เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) จะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง
* เท็มโพรัลโลบ (Temporal Lobe) และมอเตอร์คอเท็กซ์ (Motor Cortex) จะทำงานเป็นคู่หูกัน เมื่อลูกมีการเคลื่อนไหว
ยิ่ง เมื่อลูกหยิบจับสิ่งของบ่อยๆ สมองก็จะพัฒนาและทำงานได้ดีมากขึ้น ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และเก็บบันทึกจดจำไว้เป็นประสบการณ์ต่อไปในระยะยาวค่ะ
| เมื่อเด็กใช้มือ ตา ปาก ทำงานประสานกันมากขึ้น เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) ซึ่งจะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง ก็ทำหน้าที่ควบคู่ไปด้วย |
หนูเรียนรู้ด้วยมือ ตา ปาก
คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของลูก ด้วยมือ ตา ปาก ได้อย่างสนุกและปลอดภัยดังนี้ค่ะ
สนุก เรียนรู้
* มีเวลาเล่นกับลูกให้มากขึ้น และทุกครั้งที่เล่นควรปล่อยให้เขาได้หยิบจับของเล่นที่เขาสนใจด้วยตัวเอง
* ให้ลูกได้หยิบจับสิ่งของบ่อยๆ เพื่อฝึกความแม่นยำให้ลูกมากขึ้น
* หาของที่ให้ลูกสามารถหยิบจับได้ถนัดมือ เพื่อฝึกกำ คว้าจับ หรือเอาเข้าปากค่ะ
* ควรเลือกของเล่นที่มีความหลากหลาย ทั้งรูปทรง ขนาด และพื้นผิวสัมผัส เช่น ของเล่นนุ่มนิ่มบ้าง แข็งบ้าง จับแล้วรู้สึกเย็นหรืออุ่นแตกต่างกันไป ยิ่งมีเสียงหรือมีสีสดใส จะช่วยกระตุ้นความสนใจและสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายให้ลูกได้
* หยิบของเล่นให้ลูกมองตาม เพื่อคว้าจับ ช่วยให้การทำงานของมือและตาพัฒนามากขึ้น
* การยัดเยียดของเล่นให้ลูกอาจทำให้ลูกมีทัศนคติไม่ดีต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ ได้ เพราะเด็กบางคนอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่ยังปรับตัวไม่ได้และไม่กล้า ควรให้เขาค่อยๆ ลองสัมผัส หรือสร้างความคุ้นเคยด้วยตัวเอง จะทำให้เขากล้าเล่นมากขึ้นค่ะ
* อาหารเสริมของลูกวัยนี้ เช่น finger food หรือขนมปังแท่ง จะช่วยฝึกการใช้มือ ตา และปากของลูกได้อีกทาง
สนุกปลอดภัย
* หมั่นทำความสะอาดของเล่นบ่อยๆ เพื่อให้ลูกหยิบจับและเอาเข้าปากได้อย่างปลอดภัยทุกครั้ง
* เลือกของเล่นหรือสิ่งของที่ปลอดภัย ไม่มีเหลี่ยมแหลมคม ชิ้นไม่เล็กหรือมีชิ้นส่วนที่หลุดง่าย เพราะอาจทำให้สำลักหรือติดคอได้
* สีของของเล่นต้องปลอดภัยสำหรับเด็ก
* วางสิ่งของที่เป็นอันตรายให้พ้นมือลูก เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเอื้อมไปหยิบจับเอาเข้าปาก
* ถ้าเห็นว่าของในมือลูกอาจเป็นอันตราย อย่าเพิ่งตะโกนห้ามหรือแย่งสิ่งของออกจากมือลูกทันที เพราะจะส่งผลให้ลูกตกใจ ร้องไห้ และหมดความสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งนั้นไปเลยค่ะ ควรใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ แล้วดึงของออกจะดีกว่าค่ะ
คุณ พ่อคุณแม่อย่ากังวลว่าลูกจะติดพฤติกรรมเอาของเข้าปาก เพราะนี่เป็นธรรมชาติของเด็กขวบปีแรก เมื่อเขาโตขึ้นการหยิบจับเอาของเข้าปากจะค่อยๆ ลดหายไป เพราะเขารู้จักเล่นสำรวจ และเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยวิธีอื่นๆ แทนค่ะ
ขอบคุณเว็บ มัมมี่มีเดีย คะ
Friday, March 12, 2010
สุข นี้..สร้างได้แต่ในบ้าน
12 วิธีสร้างสุขทำได้ง่ายจัง
2. ปลูกต้นไม้สักต้นในวันที่ลูกเกิดหรือครบรอบแต่งงาน
3. เป็นผู้ใหญ่คนแรกที่กระโดดลงสระน้ำ หรือนำเด็กๆลุยไปในทะเล
ฮีโร่ในใจลูกแท้ๆเทียว
4. อุ้มและกอด ลูกทุกครั้งที่มีโอกาส
5. บอกลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่า ชีวิตพ่อแม่มีความหมายเพียงใดที่มี
ลูกมาอยู่ด้วย
6. สร้างความสงบในบ้าน..และพยายามรักษามันไว้
7. ทิ้งโน้ต "ฉันรักเธอ" มากเพียงใด ในกระเป๋าเสื้อของสุดที่รัก ก่อนที่เขา(เธอ)
จะเดินทางไกล
8. บอกรักสมาชิกในครอบครัว ทุกครั้งที่ต้องไปค้างแรมที่อื่น
9 เป็นฝ่ายขอโทษลูกบ้าง เมื่อทำไม่ถูก ชีวิตจะมีความหมายขึ้นอีกอักโข
10. บอกพ่อของลูกว่า "วันนี้ลูกบ่นคิดถึงพ่อจังเลย"
12. คืนนี้นอนชมดาว แล้วอธิษฐานร่วมกัน
เราอาจขาดแคลนหลายสิ่งหลายอย่างได้ แต่อย่าขาดแคลนรอยยิ้ม
อ้อมแขนที่โอบกอด และรอยจูบ เพราะสิ่งเหล่านี้คือดวงอาทิตย์ของบ้าน
จาก:
Monday, February 1, 2010
มะเร็งสมองเด็ก...อันตรายแต่หายขาดได้
โรค มะเร็ง แค่ได้ยินก็นำความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวงมาให้กับผู้ที่ต้องเผชิญโรคนี้แล้ว ยิ่งถ้ามาเกิดในสมอง โดยเฉพาะในเด็กตัวน้อยๆ คนเป็นพ่อแม่คงหวาดวิตกจนทำอะไรไม่ถูก...
แต่ในทางการแพทย์ โรคมะเร็งในสมองของเด็กนั้น ถ้าพบและรักษาอย่างต่อเนื่อง สามารถหายขาดได้ค่ะ
รู้จัก...มะเร็งสมอง
มะเร็ง หรือเนื้องอกในสมองเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด อาจเกิดจากพันธุกรรมผิดปกติ หรือจากการที่แม่ได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายระหว่างการตั้งครรภ์ หรือระหว่างที่แม่ตั้งครรภ์มีสุขภาพไม่ดีก็อาจส่งผลต่อลูกได้ อาจพบได้ในเด็กอายุตั้งแต่ขวบปีแรก หรือบางรายมีอาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แต่ส่วนใหญ่จะพบในเด็กเล็กมากกว่าเด็กโต
โดยทั่วไปมะเร็งสมองไม่มีการแบ่งระยะของโรค แต่จะแบ่งตามชนิดของก้อนเนื้อที่พบว่าเป็นก้อนเนื้องอกธรรมดา หรือเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง
อย่าง ไรก็ตามการพบเนื้องอกในสมอง ไม่ว่าจะเป็นชนิดธรรมดาหรือมะเร็งก็เกิดความรุนแรงขึ้นได้ เนื่องจากสมองเปรียบเสมือนกล่อง เมื่อมีก้อนเนื้อใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเบียดและอัดแน่นอยู่ในสมอง ส่งผลให้สมองเกิดความดันสูงขึ้น ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
ลักษณะอาการ
อาการ โดยทั่วไปคือปวดศีรษะเรื้อรัง ปวดรุนแรงจนอาเจียนพุ่ง ความดันในกะโหลกสูง และอาจส่งผลต่อระบบประสาทตา ทำให้มีอาการสายตาพร่ามัว มองไม่ชัดหรือมองภาพซ้อน หากเกิดขึ้นในตำแหน่งที่ควบคุมการทรงตัว จะมีอาการแขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก เดินโซเซ บางรายอาจมีอาการตากระตุกหรือตาเขร่วมด้วย ถ้าอาการรุนแรงจะเกิดการชักและเกร็งขึ้นได้
สำหรับในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ เนื่องจากไม่สามารถพูดบอกได้ จึงควรสังเกตอาการดังนี้ มีศีรษะโตผิดปกติ กระหม่อมตึง เนื่องจากความดันในกะโหลกศีรษะสูง มีอาการซึมผิดปกติ ไม่ดูดนม มีอาเจียนพุ่ง ส่วนใหญ่จะมีอาการรุนแรง เนื่องจากกระหม่อมยังไม่ปิด สมองยังสามารถขยายได้อยู่ ก้อนเนื้อก็จะโตได้เรื่อยๆ ทำให้แสดงอาการช้า กว่าจะพบก้อนเนื้อก็มีขนาดใหญ่แล้ว จึงทำการรักษาได้ยาก
รักษาต่อเนื่อง...โอกาสหายสูง
วิธี การรักษาโรคมะเร็งสมองในเด็กมีหลายวิธีคือการผ่าตัด การฉายแสง และยาเคมีบำบัด ถ้าเนื้องอกนั้นเป็นมะเร็งหรือเป็นชนิดที่รุนแรง ต้องทำการผ่าตัด และรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ตามอาการของโรค
ซึ่ง ถ้าเกิดในเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี สมองยังมีการพัฒนาจะพยายามหลีกเลี่ยงการฉายแสง เพราะอาจมีผลกระทบต่อสมองได้ อาจจะใช้ยาเคมีบำบัด จนกว่าจะมีอายุครบ 3 ปี จึงสามารถรักษาด้วยการฉายแสง ในเด็กเล็กบางรายอาจใช้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดก็ช่วยให้อาการดีขึ้นได้ และถ้าทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติตามแพทย์สั่ง ประมาณ 3 ใน 4 หรือ 50-75% ของผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ และมีชีวิตยืนยาว
**เจ้าเนื้อร้ายงอกตรงไหนของสมอง และหากลูกเป็นมะเร็งสมองพ่อแม่จะดูแลอย่างไร? อ่านต่อได้ในนิตยสารรักลูกเดือน กุมภาพันธ์ 2553
| จาก: |
Friday, January 29, 2010
เด็กวัยอนุบาล
พ่อแม่เองต้องหมั่นเปิดใจ สังเกตและสัมผัสลูกของเราด้วยใจ
ขอบ่นก่อนว่า หัวข้อนี้เขียนยากจัง
ยาก เพราะความจำกัดของภาษาพูดเขียนที่เรามี ทำให้ไม่สามารถบรรยายถึงความแตกต่างระหว่างระดับความปกติ แค่เบี่ยงเบน หรือผิดปกติทางพฤติกรรมหรือจิตใจที่ชัดเจนแน่ๆได้
เคล็ด ลับที่จะทำให้อ่านบทความนี้แล้วนำไปใช้ได้อย่างได้ผล ไม่ใช่ได้ความแต่คลุมเครือ คุณพ่อคุณแม่เองต้องหมั่นเปิดใจ สังเกต และสัมผัสเด็กๆ ลูกของเราด้วยใจ เรื่องของใจก็ต้องใช้ใจเข้าจับด้วย ว่างั้นเถอะ
ถ้า ทำอย่างนี้ ลูกจะออกสัญญาณมาแบบไหนไม้ไหนก็จับได้หมดไม่หลุด อย่าไปยึดแค่ตามตัวหนังสือเท่านั้น ทำนองเดียวกับว่า รู้ว่าเพลงเพราะก็ด้วยการฟัง ไม่ใช่มองที่ตัวโน้ต (ยกเว้นคนที่เชี่ยวชาญจริงๆ ที่อ่านโน้ตก็มีเสียงเกิดในหัวตามแล้ว) จะว่าไป ถ้าเราตั้งใจเลี้ยงลูกไม่น้อยไปกว่าตั้งใจทำมาหาเงิน แบบที่เราคิดพลิกแพลงให้ได้รายได้เพิ่ม ตลอดเวลา เรื่องนี้คงไม่ยากเกินไปนัก
ที่ ว่าต้องเปิดใจก็คือ เราเองต้องรับได้ว่า เด็กทุกคนมีจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดีกว่าที่เป็นได้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ถ้าเราเองหรือใครเห็นว่าลูกของเราอะไรๆ ก็ดีซะหมดแล้ว อย่าเพิ่งปฏิเสธว่า ลูกฉันจะมีปัญหาได้ยังไง แล้วพานโกรธคนทัก
ที่ว่าต้องสังเกต ก็คือ เราต้องระแวดระไวกับความเปลี่ยนแปลงในตัวลูกเรา หมั่นสังเกตตรวจตรา ขนาดรถคุณยังเติมน้ำเติมลม ถ่ายน้ำมันเครื่อง ไม่ปล่อยตามธรรมชาติหรือยถากรรมเกินไป แต่ก็อย่าไวกับทุกอย่างเกินไป จนเว่อร์
การ อาศัยพัฒนาการโดยเฉลี่ยของเด็กอย่างที่เคยได้ยินได้เห็นมาเป็นเกณฑ์ อาจเป็นแนวทางที่เราใช้สังเกตลูกได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องสัมผัสลูกด้วยใจด้วย คือสามารถเข้าใจได้ว่า ถ้าเราเป็นเขาในวัยนั้นเราจะรู้สึกอย่างไร ไม่คิดอย่างคนในวัยเราคิด หรือถ้าไม่เข้าใจก็คุยถามเขาดู
ขั้นต่อไปก็ลองมาดูว่า อะไรหนอที่อาจเป็นอุปสรรคทำให้ลูกเราเริ่มลำบาก เริ่มมีปัญหาบ้าง เริ่มจากรอบๆ ตัวเด็ก มองครอบครัวของเราเองก่อนว่า อยู่ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงกับครอบครัวบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าในแง่ที่เราว่าดี อย่างย้ายบ้านใหม่ มีน้องใหม่ พี่สอบเอ็นทรานซ์ได้ พ่อแม่ได้ไปเที่ยวเมืองนอก หรือไม่ดี อย่างพ่อแม่ทะเลาะกัน เงินทองไม่พอใช้ เลยไปถึงว่ามีสมาชิกในบ้านตาย เจ็บป่วยกะทันหันหรือเรื้อรังขึ้นมาในบ้าน การหย่าร้าง ล้วนแต่มีผลกระทบกับสมาชิกทุกคน รวมทั้งเด็กๆ ด้วยเสมอ ไม่มีคำว่าเรื่องของผู้ใหญ่เด็กไม่ต้องมายุ่งเครียด (เดี๋ยวเด็กจะบอกว่า สอบคะแนนไม่ดีเรื่องของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ต้องมาเครียดบ้าง)
สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กๆ อีกอย่างก็คือ โรงเรียน ซึ่งได้แก่ เรื่องเพื่อนฝูง การเรียน และครู ซึ่งไม่ว่าจุดใดเกิดปัญหาขึ้น ก็อาจส่งผลต่อเด็กได้อย่างมาก
ดัง นั้น เมื่อใดก็ตามหากมีสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น นอกจากใจเราจะมุ่งแต่ส่งกองหน้าไปรบกับปัญหาแล้ว คงต้องมองลูกๆ ของเราไปพร้อมกันด้วย เพราะบางทีเราจะ เหมือน "ลืม" ทัพหลวงของเราว่าเดินไปด้วยกันไม่ไหว ไม่ทัน หรือทัพหลวงอาจไม่เข้าใจว่า ทัพหน้าทำอะไรกันอยู่
บาง ทีเราอาจไม่ลืม แต่ก็คิดว่าเด็กน่าจะเข้าใจได้เอง หรือพอเด็กเกิดปัญหาการปรับตัวขึ้นแล้ว ไม่ได้เฉลียวใจ กลับคิดว่าเด็กมาสร้างภาระเพิ่มให้เสียอีก อย่างพ่อ แม่ทะเลาะกันบ่อยๆ เด็กๆ กลุ้มใจเริ่มเรียนไม่ดี อยากให้แม่มานั่งติวให้ไม่งั้นไม่ทำงาน แม่ก็จะยิ่งเหนื่อยหงุดหงิด บางทีบ่นว่าลูก หรือส่งลูกไปเรียนพิเศษเสียเลย ลูกก็เลยไปติดเพื่อน หนักเข้าไปอีก
อีก เรื่องที่ทำให้เด็กต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา และบางทีจะเกิดปัญหาได้ก็คือ เด็กเองโตขึ้นทุกวัน ต้องฟันฝ่าตามพัฒนาการทางจิตใจต่างๆ มากมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าถึงเวลาเด็กก็เป็นเอง อย่างเช่นเรื่องการรู้และแสดงออกตามเพศของตัว หรือความรับผิดชอบในความคาดหวังจากพ่อแม่ โรงเรียน หรือด้วยตัวเด็กเองก็ตาม ความรู้เรื่องพัฒนาการแบบนี้มีใน หนังสือเยอะแยะไปหมดแล้ว คงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คาดได้ว่า ลูกเราอายุแค่ไหน ต้องการอะไร (นอกเหนือไปจากว่า อายุเงินฝากกี่เดือนแล้วได้ดอกเบี้ยเท่าไร ) อยากให้มองว่า เด็กไม่ได้จงใจส่งสัญญาณเรียกร้องความสนใจให้ใครรู้หรอก
ตาม ปกติ เมื่อเด็กเขาเจอเรื่องยากลำบาก เขาก็จะต่อสู้ไปตามนิสัย ประสบการณ์ที่เคยติดตัวมา ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วก็มักผ่านได้โดยดี (ไม่ต้องเลือกใหม่สามสี่รอบแบบ สว.)
สัญญาณเตือนแบบไหนอันตราย?
สิ่ง ที่นับว่าเป็นสัญญาณไม่ดีแล้วก็คือ เมื่อลูกเลือกวิธีที่ไม่เข้าท่ามาแก้ปัญหา ยิ่งใช้ก็ยิ่งแย่ หรือหมดมุขไม่รู้จะทำยังไงต่อแล้ว เราถึงได้นับอย่างนั้นเป็นสัญญาณที่ต้องเข้าช่วย
มาถึงเรื่องว่า เด็กจะส่งสัญญาณเย้วๆ ให้เราตีความแบบไหนได้บ้าง
คน ที่เดินมาบอกเองว่า กลุ้มใจก็พอมี แต่ไม่เยอะมาก เพราะบางทีเด็กไม่สบายใจแต่บรรยายไม่ถูก เหมือนบางเพลงเราฟังว่าเพราะ แต่ไม่รู้จะบรรยายยังไง
เด็กบางรายก็เกรงใจไม่อยากบอกพ่อแม่ คิดว่าเดี๋ยวก็หายเอง (ก็ทำนองเดียวกับผู้ใหญ่บางรายละครับ )
ที่ ร้ายก็คือ เด็กก็เคยพยายามส่งซิกแล้ว แต่พ่อแม่กลับว่าเด็กว่า ไม่น่าคิดมาก ไม่ซื้อความรู้สึกของเด็ก แล้วปิดการเจรจา เด็กก็เลยปิดการขายไม่ลง
ถ้าจะบอกง่ายที่สุดก็คือ สัญญาณอย่างว่าจะเป็นแบบไหนก็ได้ สัญญาณอาจได้แก่การถดถอย หมายถึงว่า เด็กกลับไปเหมือนเด็กที่เล็กกว่า ไม่สมอายุ เช่นเคยนอนคนเดียวได้ กลับกลัวติดแม่แจ หรือกลับไปปัสสาวะรดที่นอนเหมือนตอน 2-3 ขวบ พูดยานคาง ไม่ชัด กัดเล็บ แบบนี้เราต้องเริ่มสนใจ บางทีเด็กอาจแสดงสัญญาณโดยเหม่อลอย ไม่ยิ้มแย้ม แยกตัว ไม่อยากเสวนากับใคร อย่างนี้พ่อแม่มักไม่พลาด เพราะเห็นได้ชัด
อีกขั้วก็คือ เด็กอาจกลับนิสัยจากที่เคยสงบเรียบร้อย กลายเป็นต่อต้าน ดื้อ ก้าวร้าว มาอาการนี้ พ่อแม่มักหลง ไม่รับสัญญาณ แต่มักเป่าแตรรบใช้อำนาจกำลังปราบกบฏให้ เด็กกลับเป็นเมืองขึ้น ซึ่งมักทำให้เรื่องบานปลาย
สัญญาณที่หมอได้เจออยู่เสมอก็คือ เด็กบอกอาการป่วยโน่นนี่อยู่เรื่อย ที่แชมป์ก็คือปวดหัวปวดท้อง (บางรายลามไปปวดก้านคอ ใบหู) โดยที่ไปหาหมอเก่งๆ ตรวจมาเยอะแยะ แล้ว หมอก็ส่ายหน้าหาโรคให้ไม่ได้ พบไม่น้อยว่าเกิดปัญหาในใจขึ้นมาแล้ว อาการอย่างนี้มักมาร่วมกับการที่เด็กจะไม่ยอมไปโรงเรียนคู่กันด้วย
สัญญาณอย่างสุดท้ายที่จะยกตัวอย่างให้ฟังคือ เรื่องของสรีระร่างกายที่เปลี่ยนไป เช่น นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ ฝันละเมอมากขึ้น กินอาหารไม่ลงหรือกินมากกว่าปกติ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะราดบ่อย หรือไม่ยอมถ่าย กลั้นไว้ให้ผู้ใหญ่ขัดใจเล่น (ซึ่งมักพบว่าเป็นปัญหาในเด็กวัยอนุบาล)
ถึง ตอนนี้ คงได้ภาพของเด็กที่เริ่มส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ SOS กับเราแล้ว อย่าลืมว่าเครื่องรับของเราต้องพร้อมเปิดรับอยู่ และพร้อมที่จะเข้าไปรับฟังช่วยเขาด้วย พ่อแม่เอง ถ้าคิดว่าสถานการณ์ช่วงไหนที่เล่าแล้วว่า เสี่ยงต่อการที่ลูกของเราจะปรับตัวยาก ก็ยิ่งต้องเพิ่มความเข้มของการมองหาให้มากขึ้นด้วย
จริง อยู่ กระต่ายตื่นตูมจะกลุ้มใจเกินเหตุ แต่เด็กของเราอาจไม่รู้ว่า วิธีแก้ปัญหาของเขาอาจเหมือนกับการไปเขย่าโยกต้นให้มะพร้าวหล่นใส่หัวตัวเอง มากขึ้น ช่วยเขาหาทางที่ถูกแต่ต้นมือดีกว่าครับ
