Showing posts with label พ่อแม่. Show all posts
Showing posts with label พ่อแม่. Show all posts

Monday, December 29, 2014

คำพูดสำคัญเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูก

คำพูดนี่สำคัญมกาๆนะคะ เหล่านี้เป็นคำพูดที่ยอดเยี่ยมมากที่เราจะพูดกับลูกเสมอๆเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูก 
  
       1. ลูกเป็นที่รัก
       2. พ่อแม่คิดถึงหนูทั้งวัน
       3. โลกนี้น่าอยู่ขึ้นเยอะเมื่อมีลูกอยู่ด้วยนะ
       4. พ่อแม่จะทำดีที่สุดที่จะทำให้ลูกปลอดภัย
       5. ถึงพ่อแม่จะพูดว่าไม่แต่พ่อแม่ก็ยังคงรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง
       6. พ่อแม่ว่าลูกทำได้
       7. พ่อแม่ว่าลูกจะจัดการกับปัญหานี้ได้
       8. ลูกเป็นเด็กสร้างสรรค์
       9. ไว้ใจสัญชาตญาณที่ลูกมีนะ
       10. ความคิดนี้ของลูกแจ๋วจริงๆ
       11. สิ่งที่ลูกทำ มันดูยิ่งใหญ่มาก
       12. จินตนาการของลูกน่าทึ่งจริงๆ
       13. หนูควบคุมอารมณ์ได้ดี
       14. หนูทำตัวเหนืออารมณ์ได้ดี
       15. ลูกเป็นเพื่อนที่ดี
       16. ลูกใจดีจริงๆ
       17. ลูกไม่ต้องทำเหมือนเพื่อนคนอื่นเสมอไปนะ (หากเพื่อนเริ่มไม่เคารพกติกา)
       18. การที่เพื่อนคนอื่นมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแต่ไม่ใช่ข้ออ้างที่ลูกจะทำตาม
       19. ลูกไม่สมบูรณ์แบบ (แต่พ่อแม่ก็รักลูกเสมอ)
       20. พ่อแม่ก็ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบเช่นกัน
       21. ลูกสามารถเปลี่ยนใจได้
       22. เราสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของเรา
       23. เราสามารถขอความช่วยเหลือได้
       24. คนเราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา
       25. ลูกกำลังเติบโต
       26. พ่อแม่เชื่อลูก
       27. พ่อแม่มีความเชื่อว่าลูกทำได้
       28. ลูกหล่อ/สวย
       29. ลูกเป็นคนน่าสนใจ
       30. เมื่อลูกทำผิดแต่ลูกก็ยังเป็นที่รักของพ่อและแม่
       31. เรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อร่างกายของเรา
       32. ลูกเป็นคนสำคัญ
       33. ความคิดเป็นสิ่งสำคัญ
       34. พ่อแม่เห็นลูกเรียนรู้ทุกๆวัน
       35. ลูกทำให้ชีวิตของพ่อแม่แตกต่างไปจากเดิม
       36. ลูกทำให้แม่มีความคิดใหม่ๆที่แตกต่างไปจากเดิม
       37. มันน่าตื่นเต้นจริงๆในสิ่งที่ลูกกำลังจะทำ
       38. ขอบใจนะที่ช่วยแม่
       39. พ่อแม่ดีใจที่ลูกมาด้วย
       40. สนุกจังเลยเมื่อมีลูกอยู่ด้วย
       41. พ่อแม่ดีใจที่ได้คุยกับลูก
       42. พ่อแม่พร้อมที่จะฟังลูกเสมอ
       43. พ่อแม่กำลังฟังลูกอยู่นะ
       44. พ่อแม่ดีใจที่มีลูกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
       45. พ่อแม่ภูมิใจในลูกเสมอ
       46. ลูกทำให้พ่อแม่ยิ้มได้
       47. ลูกทำให้พ่อแม่หัวเราะเสมอ
       48. พ่อแม่ขอโทษที่ทำผิดกับลูก
       49. มีรหัสลับส่วนตัวที่รู้กันในครอบครัว เช่น ถ้ากระพริบตา 3 ครั้ง หมายความว่า “ ฉันรักเธอ”
       50. เวลาพูดกับลูกให้มองตาลูกด้วย และจงพูดกับลูกในระดับสายตา
       51. พูดว่าเรามีเรา
       52. พ่อแม่รักลูกเสมอและตลอดไป
       
       การจูบ หอมและกอดลูก
       53. หอมลูกทุกวัน
       54. หอมและกอดลูกแน่นๆ
       55. กอดกันกลม
       56. กอดแน่นๆ
       57. พ่อกับแม่กอดกันมโดยให้ลูกอยู่ตรงกลาง
       58. กอดลูกกับต้นไม้ พร้อมๆกัน
       59. หอมแบบเอสกิโมโดยใช้จมูกชนกัน
       60. หอมแบบผีเสื้อ โดยใช้ขนตากระพริบที่แก้มไปมา
       61. หอมที่พุงแล้วเป่าลม
       62. หอมที่มือลูก
       63. หอมตรงหัวใจของลูก
       64. หอมและกอดลูกทุกคืนและหลายๆครั้ง และถามว่าเต็มหรือยัง อย่าให้ลูกนอนหลับในเวลากลางคืนด้วยถังอารมณ์ที่ไม่เต็ม
       65. เล่นเกมส่งจูบให้ลูกกลางอากาศ แล้วให้ลูกจับ
       66. เอาตุ๊กตาตัวโปรดของลูกตั้งไว้ที่ประตู คอยต้อนรับการกลับบ้าน
       67. เขียนรูปหัวใจที่ฝ่ามือลูก
       68. เขียนข้อความสั้นๆเสริมกำลังใจ เช่น หนูเก่งมากที่ท่องศัพท์ได้ ติดที่ฝาผนัง ที่ห้องน้ำ ที่เตียงนอน ที่ตู้เย็น
       69. ให้ลูกนอนใต้ผ้าห่มแล้วเล่นจั๊กจี้
       70. ซ่อนของเล็กๆไว้บนต้นไม้ แล้วปีนต้นไม้ไปหากับลูก


# ขอบคุณ 70 วิธีที่สร้างแรงบันดาลให้กับลูกไปจนตาย/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

Thursday, November 6, 2014

การเลี้ยงลูก

เคยคิดมั้ยคะว่าทำไมสมัยนี้พ่อแม่ทำไมถึงวางแผนโน้นนี่นั่นให้ลูกมากมาย วางแผนกันตั้งแต่ท้องกันเลยทีเดียวว่าจะเอาอะไรใส่สมองของลูก วันนี้มีบทความของคุณ Tadashi Matsui ผู้ก่อตั้ง สำนักพิมพ์ Fukuinakan Shoten มาให้พิจารณากันคะ

"พ่อแม่สมัยนี้สนใจการพัฒนาสติปัญญาของลูก มากจนเกินไป อยากให้ลูกโตเร็วและฉลาดหลักแหลม วางแผนตั้งแต่ก่อนคลอดแล้วว่าจะเอาอะไรใส่สมองของลูก เห็นลูกเป็นเป้าหมาย การสอนวิชาการมากกว่าการเลี้ยงดูให้ลูก มีความสุข รู้จักคุณค่าของชีวิต เข้าใจผิดคิดว่า การเลี้ยงดูคือการสั่งสอน ซึ่งส่งผลใหญ่หลวง แรงผลักดันของพ่อแม่แบบนี้ ทำให้เด็กปิดประตูใจและต้องอดทนต่อแรงผลักดันนี้เรื่อยๆ บวกกับแรงผลักดันจากโรงเรียนซึ่งเร่งสอนเด็ก ทำให้เด็กเติบโตอย่างบิดเบี้ยว ซึ่งผลจะปรากฏเมื่อเด็กกลายเป็นวัยรุ่นที่ไม่ฟังเสียงพ่อแม่และครูอีกต่อไป และพอถึงตอนนั้น ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบและทนทุกข์ทรมานร่วมกับลูกคือ พ่อแม่เท่านั้น"

Tadashi Matsui, ผู้ก่อตั้ง สนพ. Fukuinkan Shoten เจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือดีจำนวนมาก



Wednesday, October 8, 2014

การดุด่า กับ ความหวังดี สำหรับเด็ก


ผู้ใหญ่มักแยกไม่ออกระหว่าง "การเถียง" กับ "คำอธิบาย"
เด็กมักแยกไม่ออกระหว่าง "การดุด่า" กับ "ความหวังดี"


มอบให้กับพ่อแม่ทุกคนนะคะ

Monday, September 8, 2014

วิธีการดุลูก และวิธีการปลอบลูก

ไม่แปลกที่จะดุลูกแต่เราจะมีเทคนิคในการดุลูกแบบไหนที่จะไม่ทำให้ลูกเสียใจแล้วเราเองก็ไม่เสียใจที่ดุลูกไป มีเทคนิคต่างๆที่สามารถลองไปทำกันดูได้ดังนี้

1.ควรตำหนิในสิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่ตำหนิตัวเขา การบอกลูกว่า “แม่ไม่ชอบที่หนูแกล้งน้อง” กับการบอกลูกว่า “ทำไมเป็นเด็กเกเรแบบนี้” ให้ความรู้สึกที่ต่างกันมาก โดยในคำพูดแบบแรกนั้นให้ความรู้สึกว่า แม่ไม่ได้รู้สึกแย่กับลูก แม่แค่ไม่ชอบในสิ่งที่ลูกทำ ในขณะที่ประโยคหลังนั้นในทางจิตวิทยา เรียกว่า ‘การตีตรา’ หมายความว่าคุณแม่นั้นได้สรุปไปเรียบร้อยแล้วว่าลูกเป็นเด็กเกเร ซึ่งการพูดแบบหลังจะทำให้เด็กเกิดความท้อแท้และไม่อยากที่จะปรับปรุงตัวเอง

2.ควรบอกในสิ่งที่อยากให้เขาทำแทนสิ่งเดิมเสมอ เช่น หากเราบอกลูกว่า “อย่าตีน้อง” เด็กๆ หลายคนจะมีปัญหาว่าเมื่อเขาไม่พอใจน้อง เขามักไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรแทนที่การตีน้อง และสุดท้ายเขาก็จะกลับมาตีน้องในที่สุด ดังนั้นคุณแม่ควรบอกเขาว่า “อย่าตีน้อง ต่อไปนี้ถ้าน้องทำอะไรให้หนูไม่พอใจให้มาบอกแม่” เป็นต้น

3.ห้ามดุลูกขณะที่อารมณ์ไม่ดี ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมาก เนื่องจากเด็กๆ จะรู้สึกแย่กับความหงุดหงิดและความโกรธมากกว่าคำพูดของเราเสียอีก ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังหงุดหงิดก็ควรบอกกับลูกว่า “ตอนนี้แม่หงุดหงิดมาก เดี๋ยวแม่จะไปทำอย่างอื่นก่อน หายโกรธแล้วแม่จะมาคุยเรื่องนี้กับหนูอีกที” นอกจากลูกจะไม่ต้องรับอารมณ์ของเราแล้ว เขาจะได้เรียนรู้ถึงวิธีการจัดการความโกรธที่ดีจากเราอีกด้วย


สำหรับการปลอบลูกนั้นมีหลักการง่ายๆ ว่า คุณแม่เพียงแสดงความห่วงใยในความรู้สึกของเขาก็พอ เช่น “หนูเสียใจเหรอลูก” หรือ “หนูไม่ชอบที่คุณพ่อดุหนูใช่ไหม” เป็นต้น

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ หากคุณแม่เห็นว่าคุณพ่อดุหรือทำโทษลูกรุนแรงเกินไป ก็ไม่ควรจะพูดแย้งต่อหน้าลูก แต่ควรจะไปคุยกันทีหลังเพราะอาจทำให้ลูกไม่เคารพและไม่เชื่อฟังคุณพ่อในคราวต่อๆ ไป และคุณพ่อจะได้ไม่รู้สึกเสียหน้าด้วย

ขอบคุณเทคนิคดีๆจาก momymedia โดย นพ.อัศวิน นาคพงศ์พันธุ์

Monday, April 2, 2012

ลูกหยุดน่ารักเมื่ออายุเท่าไหร่


ลูกเรา เราก็ต้องว่าน่ารัก... จริงไหมคะ ไม่ว่าเขาจะเพิ่งเกิด จะสามขวบ หรือจะสามสิบแล้ว เราก็ยังรู้สึกว่าลูกเราน่ารักเสมอ แต่ตอนนี้มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาชี้เฉพาะให้พ่อแม่เกิดอาการเคืองกันเล็กๆ ว่า จริงๆ แล้วเด็กหรือลูกเราไม่ได้จะน่ารักไปตลอดชีวิต แต่เขามีช่วงเวลาน่ารักเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

เว็บไซต์ Psychology Today นำเสนอบทความที่เกิดจากการศึกษาของนักจิตวิทยาชาวจีน และจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ที่ระบุไว้ว่าเด็กๆ จะมีช่วงอายุที่มีความน่ารัก และเมื่อถึงช่วงอายุหนึ่งเด็กก็จะหยุดน่ารัก ซึ่งความน่ารักที่ว่านี้หมายถึงหน้าตา รูปร่าง และกริยาท่าทาง

นักจิตวิทยากลุ่มนี้ชี้ว่าเด็กจะน่ารักตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 4 ขวบครึ่ง และหลังจากนั้นก็จะน่ารักน้อยลง หรือหยุดน่ารักไปเลย นั่นเป็นเพราะเด็กช่วงแรกเกิดจนถึง 4 ขวบครึ่งจะมีรูปร่างหน้าตาที่ใครเห็นก็จะรู้สึกอ่อนโยนขึ้น ตัวอวบๆ หน้ากลมๆ ปากนิดจมูกหน่อย และชอบแสดงท่าทางออกมาในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้คิด ซึ่งมักจะเป็นท่าทางที่น่ารักทั้งนั้น

เด็กที่อายุเกิน 4 ขวบครึ่งขึ้นไป จะเริ่มรู้ความต้องการของตัวเองมากขึ้น เรียกร้อย และแสดงออกในแบบที่สามารถเลียนแบบ แกล้งทำ หรือมีความไม่เป็นธรรมชาติมากขึ้น

นี่เป็นเพียงผลจากการสำรวจและศึกษาเท่านั้นนะคะ คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งปักใจเชื่อเชียวคะว่าลูกหลานเราจะหยุดน่ารักตอน 4 ขวบครึ่งจริงๆ เพราะน้องๆ หนูๆ แต่ละคนมีความสดใสในแบบของตัวเองที่พ่อแม่เห็นทีไรต้องอดยิ้ม อดชื่นใจไม่ได้ จริงไหมคะ
ข้อสำคัญคือ เราเชื่อว่าทุกคนมีความน่ารักในแบบของตัวเองไม่ว่าจะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ขอแค่เรามีความรักให้กันก็พอค่ะ

ขอบุคณ มัมมี่พีเดียคะ

Monday, July 11, 2011

ทำไมลูกบ้านนั้นไม่เห็นเป็น

อ่านบทความอันนี้แล้วถูกใจคะ คือบางครั้งเราเองก้อมีบ้างคะ ต่อไปนี้ต้องมีสติทุกครั้งที่ว่ากล่าวสั่งสอนลูก ไม่เอาเขาไปเปรียบเทียบกับใครเค้าเลย ตามไปอ่านกันเลยคะ

โดย: นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จาก
: นิตยสาร Life & Family

ภายในเวลาเดือนเดียว ผมได้พบเด็กไม่ยอมไปโรงเรียน 3 คน

คน แรกเริ่มมีอาการเมื่อคุณแม่ซื้อคอมพิวเตอร์เข้าบ้าน คนที่สองเริ่มไม่ไป โรงเรียนเมื่อคุณแม่ไปเรียนต่อปริญญาโทที่กทม. คนที่สามเริ่มไม่ไปโรงเรียนเมื่อคุณพ่อ ย้ายไปต่างจังหวัด น่าแปลกใจมากที่คุณพ่อคุณแม่ของทั้งสามบ้านพูดเหมือนกันอยู่ประโยคหนึ่งนั่น คือ

"บ้านนั้นพ่อเขาซื้อคอมพิวเตอร์เข้าบ้าน ก็ไม่เห็นลูกของเขาจะติดเกมจนไม่ยอมไปโรงเรียนนี่คะ"

"พี่ชายดิฉันก็ไปเรียนเมืองนอก ตอนที่เขาไปเรียนเมืองนอกไม่เห็นลูกเขาจะเป็นแบบนี้"

“ตอนมีลูกคนแรกผมก็ย้ายไปทำงานต่างจังหวัด ไม่เห็นพี่ของเขาจะมีปัญหาอะไร“

ทำนอง ว่าลูกเขายังไม่เห็นจะมีปัญหา ทำไมลูกของเราจึงต้องมีปัญหา ทำไมๆๆ คำตอบคืออย่าเทียบเด็กครับ อย่าเปรียบเทียบเด็กเด็ดขาด บ้านนั้นไม่เห็นเป็น แบบนี้ พี่หนูไม่เห็นเป็นแบบนั้น ทำไมลูกของคุณลุงเรียนเก่งจังเลยน้า เมื่อไหร่ลูกแม่จะ เรียนเก่งเสียทีน้า เลิกเถอะครับ ประโยคน้ำเน่าทำลายจิตใจเด็กๆ ทำนองนี้ เด็กเกิดมาใหม่ๆเป็นผ้าขาวนั้นจริง พ่อแม่และสังคมจะระบายสีอะไรลงไปก็ ได้สีอย่างนั้นเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่ว่าผ้าขาวแต่ละผืนบังเอิญไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

ในทันทีที่เด็กทารกเกิด เด็กทารกแต่ละคนไม่เหมือนกันทันทีสามประการ

ประการแรก คือพวกเขามีพันธุกรรมคนละแบบ ได้เลือดพ่อแม่ปู่ย่าตายายลุงป้าน้า อาผสมปนเปกันมาไม่เหมือนกัน พ่อใครก็พ่อใคร ย่าใครก็ย่าใคร ต่อให้เป็นพี่น้องท้องเดียว กันก็ยังได้สัดส่วนของพันธุกรรมมาแตกต่างกัน คนพี่อาจจะได้จากปู่เยอะ คนน้องได้จากยาย เยอะกว่า เอ! อันที่จริงน้ากับอาไม่น่าจะเกี่ยวนะครับ

ประการที่สอง คือพวกเขามีระบบประสาทส่วนกลางคนละเรื่อง หมายความว่ามี สมองคนละก้อน จำนวนเซลล์สมองไม่เท่ากัน จำนวนแขนงประสาทที่ถักทอกันเป็นประชา สังคม...เอ๊ย...เป็นร่างแหก็ไม่เท่ากัน ยังไม่นับการให้นมและการอุ้มในหนึ่งขวบปีแรกยิ่ง ส่งผลกระทบต่อจำนวนเซลล์สมองและแขนงประสาท เซลล์สมองยิ่งมาก แขนงประสาท ประสานกันทุกทิศ เด็กๆก็มีศักยภาพของระบบประสาทส่วนกลางมาก

ประการที่สาม คือ พวกเขามีพื้นฐานทางอารมณ์ต่างกัน เด็กแต่ละคนเลี้ยงยาก เลี้ยงง่ายต่างกัน ทำนองว่าบางคนอารมณ์ดีแต่เกิด ในขณะที่บางคนอารมณ์ร้อนแต่เกิด ให้ สังเกตตรงความยากง่ายของการป้อนนม การกล่อมนอน การร้องกวน
แค่เกิดก็ไม่เหมือนกันถึงเพียงนี้ เลี้ยงกันไปอีก 8-9 ปี กว่าจะเกิดปัญหาเรื่อง ไม่ยอมไปโรงเรียน ลองใช้เซลล์ประสาทและแขนงประสาทที่ถักทอกันเป็นร่างแหในสมอง ของคุณพ่อคุณแม่คิดดูเถอะครับว่า ลูกเขาลูกเราจะแตกต่างกันเพียงใด แหม! ยาวจังเลย น่าจะเขียนว่าคุณพ่อคุณแม่คิดดูเถอะครับว่า ลูกเขาลูกเราจะแตกต่างกันเพียงใด สั้นๆก็พอ นะครับ

ผมมักแอบคิดในใจเสมอว่า หากคุณพ่อคุณแม่ขยันเปรียบเทียบลูกเรากับลูกเขา มากๆนะครับ เอาลูกไปแลกเขาเถอะ ง่ายดี
วันนี้พูดเรื่องเปรียบเทียบลูกเราลูกเขานะครับ เรื่องเด็กไม่ยอมไปโรงเรียน เก็บไว้ก่อน

แต่ยังมีคนที่สี่อีกคน คนนี้พิเศษกว่าสามคนแรก ฟังประวัติแล้วจะขนลุก

เหตุเกิดที่โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในเขตแม่สาย ห่างจากกทม.ระยะทาง 809 กม.

คุณ แม่มาปรึกษาหมอว่า ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน ทุกวันนี้ต้องจับอุ้มไปมัดไป ตรงที่ว่ามัดไปผมเขียนเว่อร์ครับ ครูก็มาอุ้มต่อจับต่อมัดต่อ เอาเข้าห้องเรียนจนสำเร็จ ตรงที่มัดยังเขียนเว่อร์อยู่ แต่พอสอนเลขก็ไม่ยอมทำโจทย์ ให้คัดไทยก็ไม่ยอมคัด
แม่ว่าใหม่ๆ ก็ช่วยกันกับคุณครู รุมตีก็แล้ว ดุก็แล้ว จนอ่อนใจ ไม่ยอมบวกเลข ไม่ยอมคัดไทยอยู่นั่นแหละ ตรงคำว่ารุมตีนี่ก็เขียนแบบใส่ร้ายป้ายสี ใส่สีตีไข่เข้าไป เดี๋ยวนี้ ก็เลยเลิกตี แต่เวลาไปโรงเรียนยังยากแสนยากเหนื่อยกันทุกเข้าเลย คุณหมอช่วยให้คำแนะ นำหน่อยสิคะ

"เด็กอายุเท่าไรแน่นะครับ" ผมถาม

"3 ขวบเต็มมาได้เดือนแล้วค่ะ" คุณแม่ตอบหน้าตาเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เอ๊ย คุณแม่ตอบหน้าตาเฉยแบบอินโนเซ้นส์ท์จริงใจในคำตอบ

ถึง ตอนนี้ ผมเกาะเก้าอี้ไว้ไม่ให้หงายหลัง หลังจากให้คำปรึกษาแก่คุณแม่เกี่ยวกับความพร้อมของลูก เด็กเล็กขนาดนี้ไม่ใช่ เรื่องซีเรียสอะไรเลย ที่จะมาเคี่ยวเข็ญให้คิดเลขคัดไทย

"ที่โรงเรียนเขาให้วาดเขียนด้วยค่ะ แต่ลูกเขาก็วาดให้อยู่ในขอบไม่ได้ ได้ ศูนย์กลับบ้านทุกทีเลย คุณครูเขาบ่นทุกวันตอนไปรับนะคะ"

ถึง ตอนนี้ ผมเกาะโต๊ะไว้อย่างเหนียวแน่น ห้ามตกใจหงายหลังเด็ดขาด เสีย บุคลิก แล้วก็เริ่มให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อเล็กระหว่างนิ้วมือทั้งสิบของ เด็ก 3 ขวบ ว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ คุณแม่เขาดีใจมากเลยครับ ตอนนี้หน้าตาเขาดูสดใส แจ่มกระจ่างเหมือนท้องฟ้าประเทศไทยคืนที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวงยาวนานที่ ว่าพันปีมีครั้ง แต่ยังขออีกคำถาม

"ลูกคนอื่นไม่เห็นเป็นนี่คะ พวกนั้นก็ 3 ขวบ เรียนกันได้ทุกคน"

ไม่ นะครับ อย่าเปรียบเทียบลูกเรากับลูกใครทั้งนั้น ลูกเราคือลูกเรา จะเลี้ยงไม่เลี้ยง จะรักไม่รักจะเอาไม่เอาคิดดูให้ดีๆ คำตอบคือทั้งเอาทั้งรักจะเลี้ยงต่อ เพราะ ฉะนั้นเลิกความคิดเปรียบลูกเรากับลูกคนอื่นเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปรียบเทียบต่อหน้าเขา

หาก เป็นวัยรุ่นยิ่งเป็นข้อห้าม อย่าเทียบเขากับใครทั้งนั้น นอกจากจะไม่ได้ผล และเกิดผลเสียต่อจิตใจเขาแล้ว ยังอาจจะเกิดผลเสียต่อจิตใจคุณพ่อคุณแม่ด้วย เพราะวัย รุ่นมักคิดหรือพูดว่าพ่อแม่บ้านนี้ก็ไม่เหมือนพ่อแม่บ้านโน่นเช่นเดียวกัน

รวม ทั้งอย่าเทียบวัยรุ่นชายกับพ่อของเขา หรือวัยรุ่นหญิงกับแม่ของเขา หรือ เทียบสลับกันก็ไม่ได้ ท่องไว้อย่าลืมเลยครับว่าเด็กวัยรุ่นนั้นเป็นบุคคลอิสระ เขาเป็นเขา และไม่มีวันเหมือนเรา อย่าพยายามปั้นเขาดั่งใจ มิเช่นนั้นน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า
อย่าทำเหมือนนางจันท์เทวี ลูกสังข์ช่วยดูแลบ้านอยู่ดีๆ

Tuesday, June 14, 2011

ลูกสำลักบ่อย

คุณแม่ทั้งหลายเจอปัญหาลูกสำลักบ่อยบ้างมั้ยคะ น๊ะเจอกับลูกชายคนเล็กบ่อยเลยคะ ตอนนี้เค้าอายุ 1 ปี 7 เดือนแล้วคะ เวลาดื่มน้ำจะสำลักบ่อยมาก เค้าจะเอามือเคาะที่ศรีษะด้านขวาเลยไม่แน่ใจมันยังงัย พยายามเสิร์ชหาข้อมูล แต่ก้อหาไม่ตรงประเด็นที่ต้องการเท่าไหร่ แต่มาเจอเรื่องอาหารที่ทำให้สำลัก เก็บเอาไว้เป็นข้อมูล เผื่อจะมีประโยชน์สำหรับท่านอื่นบ้างคะ

คำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่
“ปัญหาการสำลัก จะพบบ่อยในเด็กที่อายุตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี เพราะเป็นช่วงวัยที่เด็กได้รับอาหารเสริม ที่มีลักษณะแข็งมากขึ้น และเป็นวัยที่เด็กสามารถใช้นิ้วมือหยิบจับอาหาร สิ่งของเข้าปากได้เอง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการสำลักจากการนำสิ่งของ เข้าปาก โดยเฉพาะช่วง 1 ขวบปีขึ้นไปที่สามารถเดิน วิ่งเล่น หรือกระโดดไปมาได้แล้ว ควรเริ่มฝึกให้เด็กสามารถนั่งกินข้าวได้เองที่โต๊ะอาหาร เพื่อเป็นการสอนให้เด็กรู้จักเวลากิน และลดปัญหาการสำลัก

ส่วนกรณีที่เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนสำลัก โดยส่วนมากแล้วพบได้ไม่บ่อย เพราะหากพ่อแม่รู้จักวิธีการป้อนนมที่ถูกต้อง โอกาสที่ลูกจะสำลักนมก็มีน้อยลง แต่หากลูกมีอาการสำลัก แล้วไม่มั่นใจ ก็ควรปรึกษาแพทย์โดยทันที ขอแนะนำแม่มือใหม่ว่า ควรให้ลูกได้รับนมแม่ เพราะโอกาสที่ลูกจะสำลักจากการกินนมแม่นั้นมีน้อยมาก แต่หากจำเป็นต้องให้ลูกได้รับนมผสม ก็ควรให้นมอย่างถูกวิธี และระมัดระวัง ดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ที่ยังอ่อนประสบการณ์อาจตกใจกับอาการสำลัก จับเด็กขึ้นทันที ทำให้นมที่ไหลค้างอยู่ในปาก ไหลย้อนกลับไปที่หลอดลม ทำให้เด็กเกิดการสำลักได้ ดังนั้น คุณพ่อแม่คุณแม่ควรจับเด็กนอนตะแคง เพื่อให้นมที่ค้างอยู่ไหลออกมาให้หมดก่อน

เรื่องที่ควรให้ความสำคัญคือ การเลือกอาหารที่เหมาะสมกับวัย วิธีการป้อนอาหาร การเลือกของเล่นให้ลูก รวมถึงการดูแลและปฐมพยาบาลเด็กในเบื้องต้นได้อย่างถูกวิธี ก็เท่ากับเป็นการเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง”

Monday, May 23, 2011

ลูกตาเข

มีประสบการเรื่องลูกตาเขมาแบ่งปันคะ
แรกเริ่มเดิมทีไม่ได้สังเกตเห็นเพราะอาการตาเขของลูกไม่เด่นชัดมาก แต่มาวันหนึ่งหลานที่เป็นเพื่อนเล่นของลูกเค้าทักว่าลูกสาวมีอาการตาเข เราเลยเริ่มเอะใจ ลองสังเกตุดูก้ออืมนะ เป็นจริงๆด้วย เลยต้องพอไปพอจักษุแพทย์ หมอบอกว่าตาเขมีได้หลายสาเหตุ สาเหตุนึงที่คาดว่าลูกน่าจะเป็นคือสายตายาว หมอเลยขอตรวจประสาทตาก่อนแล้วหลังจากนั้นมาวัดสายตาดู วัดสายตาเสร็จได้ค่าตรงที่ 450 หมอว่ายาวมโหฬารเลย แบบนี้ต้องใส่แว่นช่วย แล้วต้องมาตรวจดูอีกครั้งอีก 6 เดือนว่าสายตาปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

หมอบอกโชคดีที่คุณแม่มาพบหมอแต่เนิ่นๆ (ตอนนี้ลูกสาว 5 ขวบแล้วคะ) เพราะไม่เช่นนั้นสายตาข้างที่มีปัญหา หมายถึงข้างที่เข ซึ่งของลูกสาวจะเป็นข้างซ้าย ตาดวงนั้นจะขี้เกียจทำงานทำให้เป็นสายตาขี้เกียจแล้วจะทำให้ตาข้างนั้นหยุดการทำงานไป อืมคุณแม่ก้อเคยสังเกตุเห็นนะคะว่าลูกจะเป็นตาข้างที่มีปัญหาไว้บ่อยๆโดยใช้ตาข้างเดียวมอง

หากคุณแม่คนไหนอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมลองคลิ๊กต่างๆด้านล่างดูนะคะ จะได้ช่วยคลายปัญหาเรื่องตาเขของลูกแล้วรีบรักษาได้ทันท่วงทีนะคะ

http://www.doctor.or.th/node/4488
http://www.oknation.net/blog/optometry/2009/07/20/entry-1
http://community.momypedia.com/webboard_topic.aspx?tid=287575

Monday, February 7, 2011

วางแผนการเงินเพื่อการศึกษาลูก

คนที่เป็นพ่อแม่นั้น ห่วงลูกที่สุดนอกเหนือจากเรื่องสุขภาพแล้ว ก็เห็นจะเป็นเรื่องการศึกษานี่ล่ะครับ ทุกปีเราจะเห็นพ่อแม่ไม่ว่ายากดีมีจนวิ่งเต้นหาโรงเรียนให้กับลูก โดยเฉพาะตอนเข้า ป.1 และ ม.1 หลายคนเครียดเสียจนทำให้ลูกพลอยเครียดและกลายเป็นเด็กมีปัญหา มีปมด้อยเมื่อสอบเข้าไม่ได้ในโรงเรียนที่พ่อแม่หวังไว้ไปเลยก็มีการ ที่จะเพิ่มโอกาสในการให้ลูกสอบเข้าได้ในโรงเรียนที่หวังไว้ คงต้องมาจากการวางแผนล่วงหน้า เช่น ต้องติวลูกในวิชาที่เขาอ่อน และติวตนเองให้พร้อมกับการถูกโรงเรียนสอบสัมภาษณ์ผู้ปกครองด้วยอีก สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือการวางแผนทางการเงินสำหรับการศึกษาของลูก เพราะจะมีประโยชน์อะไรถ้าลูกสอบเข้าได้ แต่พ่อแม่ไม่สามารถรับค่าใช้จ่ายได้ หลายคนอาจคิดว่าโรงเรียนรัฐบาลดีๆ ที่คิดค่าเทอมไม่แพงก็มีอยู่มากมาย จะต้องวางแผนทางการเงินด้วยหรือ คำตอบก็คือ ไม่มีโรงเรียนไหนที่ไม่มีค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ที่จะถูกเพิ่มเข้ามา เช่น ค่าชุดพละ ค่าหนังสือแบบฝึกหัด ค่ากิจกรรมนอกสถานที่ ฯลฯ นอกจากนี้อย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทุกปีด้วย ยกตัวอย่าง ถ้าค่าใช้จ่ายในปีนี้เป็น 10,000 บาทต่อปี และโรงเรียนคาดว่าจะปรับขึ้น 5% ต่อปี ภายใน 6 ปี ค่าใช้จ่ายนี้จะกลายเป็น 13,400 บาทต่อปีเลยครับ

ดังนั้น ในการวางแผนการศึกษาให้กับลูก เราต้องมีการวางแผนทางการเงินควบคู่กันไปด้วยครับ

ทางเลือกในการออมเงินเพื่อการศึกษาของลูก

ทางเลือกที่ 1 วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ การเปิดบัญชี เงินฝากไว้ในชื่อลูก แล้วก็ใส่เงินเป็นงวดๆ ทุกเดือนไป ปัญหาของการใช้วิธีนี้คือ จะได้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำในระยะยาว และพ่อแม่ต้องมีวินัยในการออมเงินจริงๆ เพราะฝากง่ายก็ถอนง่าย ดังนั้นถ้าจะเลือกวิธีนี้ อาจใช้ประเภทบัญชีฝากประจำพิเศษปลอดภาษีที่หลายธนาคารมีอยู่ ซึ่งกำหนดให้ฝากเงินเป็นประจำทุกเดือนเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยรับฝากไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือนก็ได้


ทางเลือก ที่ 2 ที่หลายคนทำกันคือ การ ทำประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ในชื่อของลูก วิธีนี้เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่ไม่มีวินัยทางการเงิน จึงต้องให้บริษัทประกันชีวิตบังคับให้ออมโดยการชำระเบี้ยประกันเป็นงวดๆ เป็นระยะเวลาหลายปี เมื่อครบกำหนดอายุถ้าลูกไม่ได้เสียชีวิต บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินก้อนให้ ซึ่งส่วนใหญ่คือทุนประกันนั่นเอง ข้อด้อยสำหรับทางเลือกนี้คือเงินที่เราจ่ายไปทุกปีจะถูกบริษัทประกันชีวิตนำ ไปใช้เป็นค่าบริหารงาน และรับความเสี่ยงการประกันชีวิตด้วย ผลตอบแทนที่จะได้จึงไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยสักเท่าไหร่


ทางเลือกที่ 3 คือการซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้บริษัทเอกชน ซึ่งวิธีนี้ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ลงทุนก่อน เพื่อที่จะได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารเป็นงวดๆ (ปกติปีละ 2 ครั้ง) เป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยเมื่อครบกำหนดแล้ว จะได้เงินต้นที่ลงทุนไว้ตั้งแต่แรกคืนมา

(ถ้า ผู้ออกพันธบัตร หรือหุ้นกู้ไม่เบี้ยวหนี้) ข้อด้อยของทางเลือกนี้คือ สภาพคล่องของตราสารเหล่านี้มีน้อยกว่าเงินฝาก และถ้าเราต้องการขายออกก่อนวันครบกำหนด เราอาจขาดทุน นอกจากนี้ ดอกเบี้ยที่ได้ส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ ปีแรกได้ 5% ปีที่ 8 ก็ยังได้ 5% อยู่

ทางเลือก ที่ 4 เป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งมีการนำเงินไปลงทุนได้หลากหลาย มีทั้งตราสารระยะสั้น ตราสารระยะยาว หุ้น ทองคำ หรือแม้กระทั่งการลงทุนในต่างประเทศ ข้อด้อยของทางเลือกนี้คือ ผลตอบแทนจะไม่แน่นอนโดยเฉพาะในระยะสั้น ทำให้พ่อแม่หลายคนไม่ค่อยสบายใจ แต่ที่จริงจะเป็นวิธีที่ทำให้เงินของเราพอกพูนขึ้นในระยะยาวได้ดีวิธีหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอื่นๆ อีก แต่อาจเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำได้ยาก เช่น การแต่งตั้งผู้ดูแลทรัพย์สินให้นำผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนไปจ่ายให้กับ สถาบันการศึกษาโดยตรง เป็นต้น

การวางแผนการเงินสำหรับการศึกษาของลูกควรแบ่ง เงินออกเป็นส่วนๆ ตามระยะเวลาที่ต้องใช้เงินในแต่ละช่วงเวลา ควรใช้การออมและการลงทุนหลายๆ อย่างประกอบกัน โดยปรับส่วนประกอบให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ และเวลาที่เหลืออยู่ เช่น เงินก้อนที่เตรียมไว้สำหรับลูกเข้าเรียนระดับมัธยมในอีก 7 ปีข้างหน้าอาจมีการลงทุนในหุ้นอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนลูกเรียนอยู่ ป.4 ก็ควรปรับสัดส่วนมาเป็นการลงทุนที่เสี่ยงน้อยแทนครับ

ขอบคุณมามี่พีเดียคะ

Friday, August 20, 2010

เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ฆ่าตัวตาย

ในยุคสมัยที่อะไรๆก้อเปลี่ยนไป มีสื่อต่างๆเข้ามามีอิทธิพลกับลูกของเรา ทำให้เราต้องคิดมากขึ้นในการเลี้ยงลูก จะดุด่าว่ากล่าวลูกสักครั้งต้องหาวิธีการร้อยแปดพันเก้า จะพูดยังงัยไม่ใ้ห้ลูกน้อยใจ จิปาถะ แล้ววันนี้ไปเจอบทความเรื่องนี้เข้า มานั่งคิดอยู่นานทีเดียวเลย เดี๋ยวนี้มันน่ากลัวจริงๆเลยนะ เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ลูกฆ่าตัวตาย สมัยเราทำไมเราไม่เห็นจะคิดแบบนี้เลยนะ ไม่ได้แล้ว ต้องรีบศึกษาว่ามีอะไรบ้าง

คุณสมบัติ 3 ประการที่จำเป็นสำหรับการรับมือกับปัญหานี้คือ

- รู้จักตนเอง มีความภาคภูมิใจในตนเอง (Self Relization) หากเด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นใคร รู้ความเป็นมาของตัวเอง ครอบครัวและชุมชน การตระหนักรู้นี้จะกลายเป็นพลังยึดเหนี่ยวจิตใจให้เด็กๆ รักและเห็นคุณค่าในตัวเอง

- มีความอดทน อดกลั้น สู้ปัญหา ล้มแล้วลุกได้ (Resilience) เด็กต้องพร้อมปรับตัวยืดหยุ่นและพลิกแพลง เพื่อเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ รับมือกับความขัดแย้งและความท้าทายใหม่ๆ ด้วยจิตใจที่อดทน และเข้มแข็ง


- มีเพื่อน (Social Network) รู้ว่าตัวเองเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคม รู้ว่าเมื่อมีปัญหาสามารถคุยกับเพื่อน ปรึกษาเพื่อนได้

หากพ่อแม่สามารถปลูกฝังคุณสมบัติทั้ง 3 อย่างนี้ลงไปในใจของลูก จะช่วยให้ลูกไม่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า (Worthless) ไม่รู้สึกไร้ความหวัง (Hopeless) หรือรู้สึกว่าไม่มีใครช่วยได้ (Helpless)

Monday, June 21, 2010

17 ข้อบอกว่าลูกเป็นออทิสติก

"ทราบได้อย่างไรว่าลูกเป็นออทิสติก" ศ.พญ.เพ็ญแข ลิ้มศิลา มีคำตอบมาบอกกันค่ะ ว่าถ้าลูกมีพฤติกรรม ดังต่อไปนี้ก็เข้าข่ายเป็นออทิสติกแล้วล่ะ

1. ดูด นมได้ไม่ดี 2. เงียบเฉยเกินไป 3. ไม่สนใจ ให้ใครกอดรัด 4. ไม่ชอบให้ใครมายุ่ง 5. ไม่สนใจใคร แต่บางรายอาจติดคนมากจนผิดปกติ 6. ไม่สบตา 7. ไม่ แสดงท่าทาง หรือส่งเสียงเรียก 8. ไม่สนใจที่จะให้ใคร อุ้ม 9. ไม่สนองตอบด้านอารมณ์ 10. ไม่ลอก เลียนแบบ 11. ไม่ส่งเสียงไม่อ้อแอ้ 12. ชี้นิ้วไม่เป็น 13. เรียกให้คนอื่นเล่นด้วยไม่เป็น 14. ท่า ทางเฉยเมย ไร้อารมณ์เมื่อถูกชักชวนให้เล่น หน้าจะเรียบเฉยมากหากสังเกตดูดีๆ จะมีแววเศร้า 15. ไม่แสดงอาการดีใจให้เห็นหรือทักทายคนที่เด็กชอบ หรือหากแสดงก็มากเกินไป 16. ผูกพัน กับสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำๆ ถ้าดึงออกจะกรีดร้องอยู่นาน 17. พ่อ แม่หรือคนเลี้ยงดูสังเกตได้ว่าลูกไม่เหมือนเด็กอื่น

ทั้ง หมดนี้เป็นพฤติกรรมที่พ่อแม่ควรเฝ้าสังเกตลูกให้ดี หากพบต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป และช่วยเหลือให้มีการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้น

Tuesday, June 15, 2010

การบ้านของลูก


อากาศช่วงนี้ทำไมมันร้อนแบบนี้ แต่พอถึงเวลาฝนจะตกก้อตกลงมาดื้อๆไม่บอกไม่กล่าว แต่จะว่าไปเราอยู่ภูเก็ตเนี่ยก้อสบายกว่าทีอื่นเยอะแยะเลย มีแค่สองฤดู ฝนตกกับร้อน แต่ถ้าช่วงไหนร้อนมากๆ ฝนก้อจะโปรยปรายน้ำฝนมาให้ชื่นใจ พูดมาตั้งเยอะแยะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่จะระบายเลย คือจะระบายเรื่องลูกสาวหนะ คือว่าเค้าจะมีปัญหาเรื่องเขียน ตัวหนังสือที่เค้าเขียนยังงัยก้อไม่สวยแล้วก้อกว่าจะเขียนได้ก้อปากเข้าไปเกือบ 2 ชั่วโมง นั่นคือ ช และเลข 2 เค้าจะสับสนเขียน ช กลับกันเอาหัวไว้ด้านในแล้วลากเส้นดานหลังสลับมาไว้ด้านหน้าคล้ายๆ อ อ่าง เราก้อสงสารเค้า แต่ด้วยความอยากให้ลูกเขียนได้ก้อไปดุว่าเค้า รุมว่าเค้าทั้งพ่อและแม่ มานอนคิดทั้งคืนนี่เราทำเกินไปกับเค้าหรือเปล่า เค้าอนุบาล 2 4 ขวบเองจะให้เค้าได้ดั่งใจเรามันไม่ได้ เฮ้อ นี่ขนาดไม่ได้ไปเป็นครูสอนอนุบาลนะ ลูกตัวเองแท้ยังโมโห ดุให้เค้าทำให้ได้ พอรุ่งขึ้นเค้ามีการบ้านมาอีก คราวนี้เค้าพยายามมาก เขียนตัวเองได้ด้วยตัวเอง คุณครูก้อมีการเขียนมาบอกว่าเค้าเขียนตัวอักษรต่างๆด้วยตัวเอง แล้วที่สังเกตได้อีกอย่างคือ เวลานอนเค้าจะเอามือวาดบนอากาศ คิดว่าคงหัดเขียนอยู่ คิดแล้วสงสารลูก เค้าพยายามมากเลยนะ มีความตั้งใจสุดๆ เฮ้อ สงสารลูกจับใจ

Friday, May 14, 2010

หยุดพฤติกรรมไม่ดีของเด็ก


วันนี้มีบทความเรื่องการระงับยับยั้งไม่ให้ลูกมีินิสัยไม่ดีด้วยวิธีการนุ่มนวลที่คุณแม่ และคุณพ่อต้องศึกษาคะ
คัดลอกบทความดีๆมาจาก มัมมี่พีเดียคะ

1. เจ้านายวัยอนุบาล

ท่าทาง ชี้นิ้วสั่งจะเอาโน่นเอานี่ หากมองในแง่บวกก็ถือเป็นเรื่องดีที่น้องหนูบอกความต้องการของตัวเองได้ ชัดเจน แต่หากปล่อยไปนานๆ อาจจะกลายเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่เป็น ดีแต่สั่งคนอื่น ทำให้เพื่อนไม่อยากคบด้วย ฉะนั้นต้องช่วยให้ลูกเรียนรู้ที่จะรักษาเพื่อนหรือมิตรภาพเอาไว้ค่ะ

ช่วยปรับพฤติกรรม

* เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะเด็กวัยนี้จะเลียนแบบการใช้ภาษาจากผู้ใหญ่ เช่น เวลาผู้ใหญ่ชอบสั่งเด็กว่า ไปล้างมือก่อนเดี๋ยวนี้นะ เขาก็จะจำมาทำตาม ให้เปลี่ยนมาใช้ประโยคขอร้องหรือชักชวนค่ะ เช่น "ไปล้างมือก่อนดีมั้ยจ๊ะ จะได้กินข้าวพร้อมกัน"

* ให้ ลูกเรียนรู้วิธีเจรจาต่อรองแบบสุภาพแทนคำสั่ง เมื่อบอกให้น้องหนูเก็บของเล่น แต่แกขอต่อรูปจิ๊กซอว์นี้ให้เสร็จก่อน ก็ยืดหยุ่นให้ลูกบ้างนะคะ


2. โกหกพกลม

เด็ก วัยนี้เพิ่งจะเรียนรู้การแยกแยะระหว่างเรื่องจริงและเรื่องจินตนาการมาได้ ไม่นาน เด็กส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจหรือรู้สึกผิดว่าพูดโกหกจนกว่าจะเริ่ม 4 ขวบไปแล้ว แต่บางครั้งก็ต้องโกหกเพื่อปกปิดความจริงที่จะทำให้พ่อแม่หน้าหุบหรือเหี่ยว อย่างกะทันหัน

ช่วยปรับพฤติกรรม

* อย่าตกใจหรือถามทำนองประชด เช่น "ช้างที่ไหนมาวิ่งในบ้านชั้นจนแจกันหล่นมาแตกยะ" แต่ควรมองที่ปัญหาและหาทางแก้ตรงจุด เช่น "แจกันของคุณย่าตกลงมาแตก นี่คือเหตุผลว่าต่อไปนี้ เราจะไม่วิ่งเล่นในบ้าน"

* อย่า เรียกลูกว่าเด็กเลี้ยงแกะ หรือเด็กขี้โกหก เพราะแกยังไม่เข้าใจความหมายเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมย ซ้ำยังเท่ากับไปติดป้ายให้ลูกเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ

* อย่า ยั่วยุให้เกิดการโกหก เคยดูรายการทีวี เขาให้คุณครูถือขนมเค้กไปในชั้นเรียนอนุบาล แล้วครูบอกว่า เดี๋ยวครูไปเอามีดมาแบ่งเค้ก ห้ามใครแอบขโมยกินก่อนนะ ปรากฏว่าหนูๆ เอาแต่จ้องแล้วก็มีวิธีที่จะให้นิ้วเปื้อนเค้ก จะได้แอบลิ้มรส พอครูกลับมา ไม่มีใครยอมรับสักคน แถมช่วยคิดหาข้ออ้างมาชี้แจงเหตุผลเสร็จสรรพค่ะ

* ให้ คำชมลูก เมื่อลูกยอมรับความจริงในสิ่งที่ทำผิด พร้อมทั้งบอกลูกถึงเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรทำสิ่งนี้ในคราวต่อไป อย่าทำให้ลูกรู้สึกว่าบอกความจริงโดนหนักกว่าโกหก

3. กัด ฟัด ผลัก

เด็ก บางคนอาจจะยังแสดงออกด้านอารมณ์ไม่ชัดเจน หรือไม่รู้จะทำยังไงเมื่อโกรธ โมโห และอารมณ์เสีย จะว่าไปการกัดหรือตีเพื่อนแรงๆ ก็เป็นพฤติกรรมเชิงอำนาจของคนตัวเล็ก ที่เรียกร้องให้คนอื่นสนใจความรู้สึกของตนอย่างได้ผลเชียวค่ะ

ช่วย ปรับพฤติกรรม

* หยุดการกระทำนั้นโดยทันที แล้วแยกเด็กออกจากกัน

* บอกน้องหนูที่เป็นฝ่ายทำร้ายเพื่อนด้วยเสียงหนักแน่นว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้นะ เพราะเพื่อนเจ็บ ถ้าหนูโดนกัดหนูก็เจ็บ

* ถ้าคุณคิดว่า Time out ไม่ ได้ผลในกรณีแบบนี้ ให้พาไปทำกิจกรรมอื่น เช่น ดูการ์ตูน เล่นเกม ร้องเพลง เล่านิทาน ที่เกี่ยวกับเพื่อนๆ รักและช่วยเหลือกัน เพื่อให้คลายความว้าวุ่นในใจลงไป แล้วจึงพาไปขอโทษเพื่อน

* สังเกตว่าเด็กจะอารมณ์เสียและมีพฤติกรรมนี้ในช่วงเวลาไหน ขณะทำกิจกรรมอะไร จะได้หาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำสองอีก

4. คำที่ไม่น่าฟัง

บาง คำได้ยิน แล้วทำเอาช็อก เช่น "หนูเกลียดแม่" "ไปตายซะ" ความจริงแล้วเขาไม่ได้เกลียดคุณหรอกค่ะ แค่ต้องการระเบิดอารมณ์กับคนใกล้ตัวเพื่อความสะใจ ผู้ใหญ่บางคนก็เคยเป็นค่ะ

ช่วย ปรับพฤติกรรม

* หายใจเข้าลึกๆ ถ้ายิ่งแว้ดใส่ลูก ก็เท่ากับยิ่งเร่งให้ลูกอารมณ์เสียและตอบโต้คุณแรงขึ้น

* อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จริงจัง แต่ไม่ประชด เช่น "รู้นะว่าหนูอยากเล่นต่อ แต่เราต้องไปแล้ว เดี๋ยวคุณพ่อกับคุณย่ารอกินข้าวเย็น อาทิตย์หน้าค่อยมาใหม่"

* บอกต่อด้วยว่าคุณไม่ชอบที่ลุกทำแบบนี้ เช่น "ทีหลังอย่าพูดแบบนี้อีก แม่เสียใจนะ ถ้าอยากเล่นให้บอกว่าไม่อยากกลับ ลูกต้องพูดเพราะๆ เราไม่พูดคำนี้กับคนในครอบครัวนะ"

* วิธี สุดท้าย คุณพ่ออาจจะเป็นฝ่ายเข้ามาช่วยให้ลูกสงบและอธิบายเหตุผล เสร็จแล้วจะให้ไปขอโทษคุณแม่ค่ะ เช่น น้องเอมขอโทษครับที่ทำให้แม่เสียใจ เรื่อง..... เอมรักแม่ครับ

พฤติกรรม สุดแย่แบบไหน ถ้าไม่อยากให้น้องหนูทำจนชินเป็นนิสัย ผู้ใหญ่ต้องทำตัวอย่างที่ดีให้เห็น และที่สำคัญอย่าลืมจัดการกับอารมณ์ของตัวเราก่อนจะจัดการพฤติกรรมของน้องหนู นะคะ