Showing posts with label เล่น. Show all posts
Showing posts with label เล่น. Show all posts

Monday, April 19, 2010

เรียนรู้เรื่องเวลาผ่านกิจวัตรประจำวันที่เป็น เวลา


คุณแม่สามารถสอนลูกให้เรียนรู้เรื่อง เวลาได้ง่ายๆ โดยการใช้กิจวัตรประจำวันของลูก อาทิ เข้านอน ตื่นนอน รับประทานอาหาร ฯลฯ ตั้งแต่เช้า สาย บ่าย เย็น มาปรับสอนให้ลูกเข้าใจความสำคัญของการทำอะไรให้เป็นเวลา ถ้าทำเป็นประจำทุกวันลูกจะค่อยๆ เข้าใจ โดยไม่ต้องพร่ำสอน เมื่อลองทำตามสมการข้างต้นแล้วล่ะก็ เราอาจได้เด็กที่มีระเบียบวินัยแถมมาอีกคนเลยด้วย

ความแตกต่างของเวลา
คุณ แม่อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างกลางวันกับกลางคืน โดยใช้ตัวอย่างง่ายๆ จากการสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูก เช่น "ตอนกลางวันสว่างและร้อนกว่าตอนกลางคืน" "พระอาทิตย์จะขึ้นตอนกลางวัน ส่วนพระจันทร์ขึ้นตอนกลางคืน" "ตอนเช้าพ่อต้องไปทำงาน ถ้าเย็นแล้วพ่อก็จะกลับบ้าน" เป็นต้น ซึ่งเมื่อเด็กสามารถแยกแยะความต่างของกลางวันกับกลางคืนได้ ก็จะช่วยให้เด็กเข้าใจเรื่องเวลาและเชื่อมโยงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

สอนเรื่อง เข็มนาฬิกา
นาฬิกาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นตัว ช่วยให้ลูกเข้าใจเรื่องเวลาง่ายขึ้น เช่น "ลูกเข้านอนตอนเข็มสั้นชี้ตรงที่เลข 8 นะ" "ลูกอาบน้ำตอนนาฬิกาชี้ที่เลข 7 นะคะ จะได้ไปโรงเรียนทัน" "เข็มสั้นกับเข็มยาวชี้ไปที่เลข 12 แล้วได้เวลากินข้าวกลางวันแล้วล่ะ" นอกจากนี้ทุกครั้งที่จะเรียกหรือชวนให้ลูกทำอะไร คุณแม่ยังควรระบุเวลาพร้อมกับชี้ไปที่นาฬิกาทุกครั้ง เพื่อให้ลูกเคยชินกับการดูนาฬิกาค่ะ

รู้ลำดับก่อนหลัง
คุณ แม่ยังสามารถเชื่อมโยงลำดับเวลาของวันได้เพื่อให้ลูกเรียนรู้การลำดับ กิจกรรมที่ตัวเองทำก่อนหลัง เช่น "ลูกอาบน้ำแล้วแต่งตัว กินข้าว แล้วถึงได้ไปเล่นกับเพื่อนนะ" ที่สำคัญคือคุณแม่ต้องทำกิจวัตรให้เป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อที่ลูกจะได้จดจำภารกิจและเวลาของตัวเองได้

ข้อดี-เสีย ของเวลา
ชี้ ให้ลูกเห็นถึงความสำคัญของการตรงเวลา และย้ำถึงข้อดีการตื่นเช้าว่าจะทำให้มีเวลาทำสิ่งต่างๆ ได้มากมายในแต่ละวัน และไม่พลาดนัดสำคัญต่างๆ ด้วย "เจ้าสัตว์ตัวน้อยใหญ่ของป่าสายรุ้งตื่นแต่เช้าไปเก็บผลไม้ จึงได้ผลไม้ไว้เก็บกินกันมากมายตลอดทั้งวัน แต่เจ้ากระต่ายน้อยน่ะสิ ตื่นสายและชักช้าโอ้เอ้อยู่ กว่าจะไปเก็บผลไม้ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เมื่อไปเก็บผลไม้ก็พบว่าผลไม้หมดแล้ว เจ้ากระต่ายจึงไม่มีอาหารกินในวันนั้น" แล้วบอกเด็กๆ ด้วยนะคะว่า นี่คือผลของการตื่นสาย และไม่รักษาเวลา ส่งผลให้เจ้ากระต่ายน้อยต้องทนหิวไม่มีอาหารกินเพราะตัวเองขี้เกียจนอนตื่น สายนั่นเอง

กำหนด เวลาให้แน่นอน
เราควรกำหนดเวลาในกิจกรรม ต่างๆ ให้แน่นอนด้วยค่ะ เช่น "เวลาเล่นของลูกคือ 2 ชั่วโมงก่อนกินข้าว เข็มยาวจะชี้จากเลข 7 ถึงเลข 9 นะคะ" บอกลูกให้ดูที่เข็มนาฬิกาตอนเริ่มเล่น พอถึงเวลาจริง คุณแม่ก็ควรเก็บของเล่นทันที ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องเวลาไปพร้อมๆ กับรู้ว่าเวลาเล่นคือกี่โมง และเลิกเล่นกี่โมง เล่นเสร็จแล้วต้องไปทำอะไรต่อ เป็นการสร้างกติการ่วมกันในครอบครัวอีกด้วย


เวลา > นาฬิกาบอกเวลา

หากคุณพ่อคุณ แม่ละเลยหรือตามใจยอมให้เจ้าหนูตื่น กินข้าวหรือนอนไม่เป็นเวลา เป็นการบ่มเพาะนิสัยเรื่อยเปื่อย ไม่รักษาเวลา ทำตามใจตัวเอง ฝึกลูกทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองให้เป็นเวลาจนเคยชิน จะทำให้ลูกรู้โดยอัตโนมัติว่า เวลานี้ควรทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นช่วงเปิดเทอม ปิดเทอม หรือวันหยุด ถือเป็นการปูพื้นฐานการสร้างวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองด้วย ค่ะ

เรื่องเวลา ชวนสนุก
Let's play
มาประดิษฐ์นาฬิกาของเล่นกันเถอะ โดยใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่หาง่ายในบ้าน เช่นจานกระดาษ ตัดตัวเลขจากปฏิทินมาทำเป็นตัวเลข ให้คล้ายกับนาฬิกาที่แขวนอยู่บนฝาบ้าน ลูกๆ จะได้ลองหมุนเข็มนาฬิกาเล่นได้ แต่ถ้าทำไม่ไหว นาฬิกาที่เป็นของเล่นก็ยังพอมีวางขายอยู่นะคะ

Let's reading
นิทานช่วยให้ลูกเข้า ใจเรื่องเวลามากขึ้นค่ะ ลองเลือกนิทานที่ใช้สอนเรื่องของเวลามาเล่าให้ลูกฟังบ้าง ระหว่างเล่าคุณแม่ยังสามารถหมุนเข็มนาฬิกาให้ลูกเข้าใจมากขึ้น นอกจากนี้แล้วคุณแม่ยังสามารถแต่งนิทานขึ้นมาเองก็ได้ เจ้าหนูจะได้เรียนรู้เรื่องเวลาแล้วยังสนุกสนานกับกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกัน

Let's sing a song
ปัจจุบัน ยังมีเพลงสำหรับเด็ก ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตประจำวันเพราะๆ มากมายมาเปิดให้ลูกฟังก็ได้ เด็กๆ ก็จะได้เรียนรู้ไปด้วยจากการฟัง หรือจะช่วยกันแต่งเพลงร้องกันเองภายในครอบครัวก็ได้ค่ะ

นอกจากความ รู้และความสนุกสนานที่เด็กๆ จะได้จาก "เวลา" แล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามก็คือการเป็นตัวอย่างของ การเห็น "ค่า" ของเวลาและความ "ตรงต่อเวลา" ที่เด็กจะซึมซับรับจากคุณไปอยู่ตลอดด้วยค่ะ

ขอบคุณ มัมมี่พีเดีย

Friday, March 26, 2010

ขวบปีแรก วัยแห่งการเรียนรู้

ตั้งแต่ ลูกเริ่มเอื้อมมือคว้าได้ เดี๋ยวนี้เจออะไรเป็นต้องคว้าเข้าปากทุกที นี่แหละพัฒนาการขั้นสำคัญของหนู ที่พ่อกับแม่ต้องรู้และส่งเสริม

หยิบ เข้าปาก...เรื่องเรียนรู้ของวัยเบบี๋

ถ้าเห็นลูกวัย 6 เดือนที่เริ่มนั่งทรงตัวได้ดี แล้วเอื้อมคว้าของเข้าปาก...อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าลูกหิวเชียวนะคะ เพราะนั่นคือพัฒนาการในการเรียนรู้ ด้วยการสำรวจสิ่งใหม่ๆ รอบตัว

เพราะ เด็กขวบปีแรกเรียนรู้ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตาดู หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นชิมรส และมือสัมผัส ดังนั้นเรื่องหยิบของเข้าปากจึงแสดงถึงพัฒนาการของลูก คือ

* ประสานประสาทสัมผัสจาก 3 อวัยวะ คือ มือ ตา และปาก ด้วยการแยกแยะรายละเอียด กะระยะได้แม่นยำ และจับได้มั่นคงขึ้น

* การที่ลูกนั่งได้แล้ว จะทำให้ลูกมีมุมมองที่กว้างไกล เห็นสิ่งต่างๆ ได้หลากหลายขึ้นด้วย

* เมื่อเด็กเรียนรู้รสชาติและผิวสัมผัสได้มากขึ้น ก็จะค่อยๆ เรียนรู้ว่าสิ่งของแบบไหนที่สามารถเอาเข้าปากได้นั่นเอง

สมองคือจุดเชื่อมโยง

ขณะที่เด็กสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยการใช้มือ ตา ปาก นั้น สมองแต่ละส่วนก็ต้องทำงานไปพร้อมกันเพื่อชื่อมโยงอวัยวะดังนี้

* พาไรทัลโลบ (Parietal Lobe) จะควบคุมการใช้มือและตา

* เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) จะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง

* เท็มโพรัลโลบ (Temporal Lobe) และมอเตอร์คอเท็กซ์ (Motor Cortex) จะทำงานเป็นคู่หูกัน เมื่อลูกมีการเคลื่อนไหว

ยิ่ง เมื่อลูกหยิบจับสิ่งของบ่อยๆ สมองก็จะพัฒนาและทำงานได้ดีมากขึ้น ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และเก็บบันทึกจดจำไว้เป็นประสบการณ์ต่อไปในระยะยาวค่ะ

เมื่อเด็กใช้มือ ตา ปาก ทำงานประสานกันมากขึ้น เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) ซึ่งจะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง ก็ทำหน้าที่ควบคู่ไปด้วย

เรียนรู้ ด้วยมือ ตา และปาก

โดย: เกตน์สิรี

ตั้งแต่ลูกเริ่มเอื้อมมือคว้าได้ เดี๋ยวนี้เจออะไรเป็นต้องคว้าเข้าปากทุกที นี่แหละพัฒนาการขั้นสำคัญของหนู ที่พ่อกับแม่ต้องรู้และส่งเสริม

หยิบ เข้าปาก...เรื่องเรียนรู้ของวัยเบบี๋

ถ้าเห็นลูกวัย 6 เดือนที่เริ่มนั่งทรงตัวได้ดี แล้วเอื้อมคว้าของเข้าปาก...อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าลูกหิวเชียวนะคะ เพราะนั่นคือพัฒนาการในการเรียนรู้ ด้วยการสำรวจสิ่งใหม่ๆ รอบตัว

เพราะ เด็กขวบปีแรกเรียนรู้ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตาดู หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นชิมรส และมือสัมผัส ดังนั้นเรื่องหยิบของเข้าปากจึงแสดงถึงพัฒนาการของลูก คือ

* ประสานประสาทสัมผัสจาก 3 อวัยวะ คือ มือ ตา และปาก ด้วยการแยกแยะรายละเอียด กะระยะได้แม่นยำ และจับได้มั่นคงขึ้น

* การที่ลูกนั่งได้แล้ว จะทำให้ลูกมีมุมมองที่กว้างไกล เห็นสิ่งต่างๆ ได้หลากหลายขึ้นด้วย

* เมื่อเด็กเรียนรู้รสชาติและผิวสัมผัสได้มากขึ้น ก็จะค่อยๆ เรียนรู้ว่าสิ่งของแบบไหนที่สามารถเอาเข้าปากได้นั่นเอง

สมองคือจุดเชื่อมโยง

ขณะที่เด็กสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยการใช้มือ ตา ปาก นั้น สมองแต่ละส่วนก็ต้องทำงานไปพร้อมกันเพื่อชื่อมโยงอวัยวะดังนี้

* พาไรทัลโลบ (Parietal Lobe) จะควบคุมการใช้มือและตา

* เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) จะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง

* เท็มโพรัลโลบ (Temporal Lobe) และมอเตอร์คอเท็กซ์ (Motor Cortex) จะทำงานเป็นคู่หูกัน เมื่อลูกมีการเคลื่อนไหว

ยิ่ง เมื่อลูกหยิบจับสิ่งของบ่อยๆ สมองก็จะพัฒนาและทำงานได้ดีมากขึ้น ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และเก็บบันทึกจดจำไว้เป็นประสบการณ์ต่อไปในระยะยาวค่ะ

เมื่อเด็กใช้มือ ตา ปาก ทำงานประสานกันมากขึ้น เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) ซึ่งจะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง ก็ทำหน้าที่ควบคู่ไปด้วย

หนูเรียนรู้ด้วยมือ ตา ปาก

คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของลูก ด้วยมือ ตา ปาก ได้อย่างสนุกและปลอดภัยดังนี้ค่ะ

สนุก เรียนรู้

* มีเวลาเล่นกับลูกให้มากขึ้น และทุกครั้งที่เล่นควรปล่อยให้เขาได้หยิบจับของเล่นที่เขาสนใจด้วยตัวเอง

* ให้ลูกได้หยิบจับสิ่งของบ่อยๆ เพื่อฝึกความแม่นยำให้ลูกมากขึ้น

* หาของที่ให้ลูกสามารถหยิบจับได้ถนัดมือ เพื่อฝึกกำ คว้าจับ หรือเอาเข้าปากค่ะ

* ควรเลือกของเล่นที่มีความหลากหลาย ทั้งรูปทรง ขนาด และพื้นผิวสัมผัส เช่น ของเล่นนุ่มนิ่มบ้าง แข็งบ้าง จับแล้วรู้สึกเย็นหรืออุ่นแตกต่างกันไป ยิ่งมีเสียงหรือมีสีสดใส จะช่วยกระตุ้นความสนใจและสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายให้ลูกได้

* หยิบของเล่นให้ลูกมองตาม เพื่อคว้าจับ ช่วยให้การทำงานของมือและตาพัฒนามากขึ้น

* การยัดเยียดของเล่นให้ลูกอาจทำให้ลูกมีทัศนคติไม่ดีต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ ได้ เพราะเด็กบางคนอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่ยังปรับตัวไม่ได้และไม่กล้า ควรให้เขาค่อยๆ ลองสัมผัส หรือสร้างความคุ้นเคยด้วยตัวเอง จะทำให้เขากล้าเล่นมากขึ้นค่ะ

* อาหารเสริมของลูกวัยนี้ เช่น finger food หรือขนมปังแท่ง จะช่วยฝึกการใช้มือ ตา และปากของลูกได้อีกทาง

สนุกปลอดภัย

* หมั่นทำความสะอาดของเล่นบ่อยๆ เพื่อให้ลูกหยิบจับและเอาเข้าปากได้อย่างปลอดภัยทุกครั้ง

* เลือกของเล่นหรือสิ่งของที่ปลอดภัย ไม่มีเหลี่ยมแหลมคม ชิ้นไม่เล็กหรือมีชิ้นส่วนที่หลุดง่าย เพราะอาจทำให้สำลักหรือติดคอได้

* สีของของเล่นต้องปลอดภัยสำหรับเด็ก

* วางสิ่งของที่เป็นอันตรายให้พ้นมือลูก เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเอื้อมไปหยิบจับเอาเข้าปาก

* ถ้าเห็นว่าของในมือลูกอาจเป็นอันตราย อย่าเพิ่งตะโกนห้ามหรือแย่งสิ่งของออกจากมือลูกทันที เพราะจะส่งผลให้ลูกตกใจ ร้องไห้ และหมดความสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งนั้นไปเลยค่ะ ควรใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ แล้วดึงของออกจะดีกว่าค่ะ

คุณ พ่อคุณแม่อย่ากังวลว่าลูกจะติดพฤติกรรมเอาของเข้าปาก เพราะนี่เป็นธรรมชาติของเด็กขวบปีแรก เมื่อเขาโตขึ้นการหยิบจับเอาของเข้าปากจะค่อยๆ ลดหายไป เพราะเขารู้จักเล่นสำรวจ และเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยวิธีอื่นๆ แทนค่ะ

ขอบคุณเว็บ มัมมี่มีเดีย คะ






Wednesday, March 17, 2010

Smart Kids

ตอนนี้ลูกสาวคนโตอยู่ในวัยอนุบาล ซึ่งต้องเข้าใจในความต้องการของเค้า มาช่วยกันนำพาเค้าไปสู่ความฉลาดและเก่งรอบด้านตามวัยกันเถอะคะ

1. Go smart with playing
การเล่น เป็นความต้องการของเด็กโดยธรรมชาติ เพราะการเล่นคือประสบการณ์ที่สนุกและท้าทาย ช่วยวางรากฐานการเรียนรู้และส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา มีงานวิจัยพบว่าการเล่นช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองโดยตรงเพราะในขณะที่เด็ก เล่น สมองจะพัฒนาผ่านเกิดกระบวนการเรียนรู้ นอกจากนี้การเล่นยังก่อให้เกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ของเล่นเพียงชิ้นเดียวเด็กสามารถเปลี่ยนรูปแบบการเล่นมากมาย และการเล่นซ้ำๆ จะทำให้เขารู้จักกับสิ่งนั้นๆ มากขึ้น จนสั่งสมเป็นความชอบนำไปสู่แรงบันดาลใจได้
How to play : ห้องเรียนในร่มและกลางแจ้งคือโลก การเล่นที่สนุกและได้ประโยชน์มหาศาล
* ตามหาสมบัติ โดยคุณพ่อคุณแม่นำของเล่นไปซ่อนไว้ในสวนหลังบ้าน แล้วเขียนแผนที่ให้คุณลูกๆ สวมบทบาทนักผจญภัยช่วยกันตามหาสมบัติ
* การเล่นเกิดขึ้นด้วยงานศิลปะ เริ่มจากช่วยกันเก็บกิ่งไม้ที่สวน ออกแบบหน้ากากบนกระดาษ แล้วนำใบไม้หรือกิ่งไม้มาติดตกแต่ง
2. Go Smart with Imagination
จินตนาการ คือกระบวนการการสร้างภาพในสมอง เป็นทักษะเบื้องต้นของความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการจะช่วยทำให้เขามั่นใจในตัวเอง กล้าคิด และมีทักษะการคิดที่ดี สามารถแก้ปัญหาได้ เช่น เด็กๆ มักสร้างเพื่อนในจินตนาการขึ้นมาคอยปกป้องเขาเวลาที่เกิดความกลัว หรือเป็นเพื่อนเล่นยามเหงา
How to Imagine : สร้างบรรยากาศที่กระตุ้นให้เกิดจินตนาการ

* เกมทายส่งของในความมืด วิธีเล่นนำผ้าปิดตาเด็กๆ เติมความตื่นเต้นด้วยเสียงเพลงเบาๆ นำสิ่งของมาให้เขาสัมผัสและทายว่าสิ่งนั้นคืออะไร ฝึกจินตนาการ กระตุ้นประสาทสัมผัส
* เตรียมอุปกรณ์ที่หลากหลายให้เขาเล่นสมมติตามจินตนาการ เช่น หน้ากากต่างๆ ถุงมือรูปสัตว์ แว่นขยาย
* การอ่านหนังสือหรือนิทาน คือ เครื่องมือชั้นเยี่ยมให้เด็กๆ เกิดจินตนาการไม่รู้จบ
3. Go Smart with Creativity
ความคิดสร้างสรรค์ คือการคิดที่เชื่อมโยงจากจินตนาการนอกเหนือจากกรอบที่วางเอาไว้ เด็กทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าได้รับการเลี้ยงดูส่งเสริมอย่างไร และจังหวะที่ดีในการกระตุ้นเด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์คือช่วงปฐมวัยเพราะวัย นี้จะเริ่มมีความคิดเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เด็กที่ได้รับการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์จะเป็นคนกระตือรือร้นสนใจสิ่ง ต่างๆ และแก้ปัญหาได้อย่างหลากหลาย
How to Creative : การให้อิสระทางความคิดแก่เขา ให้เขาพูดและทำในสิ่งที่เขาคิด และสร้างบรรยากาศให้เขาใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่
* เนรมิตพื้นที่แสดงความคิดสร้างสรรค์ เช่น ของเล่น หนังสือนิทาน หรืออุปกรณ์ศิลปะ กระดาษแผ่นยักษ์ สีน้ำ
* กิจกรรม Cooking ให้เขาคิดเมนูอาหาร หรือเลือกวัตถุดิบด้วยตัวเอง แล้วตกแต่งหน้าตาให้สวยงาม
* การตั้งคำถามให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น ตั้งข้อสมมติ และค้นหาคำตอบ ที่สำคัญคุณควรเรียนรู้ไปพร้อมกันกับลูกค่ะ เพื่อให้รู้ว่าสิ่งไหนที่ลูกสนใจ และคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริม
4. Go Smart with Inspiration
ความใฝ่ฝันของเด็กๆ เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจที่อยู่ภายใน จะเห็นได้ว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จล้วนมีแรงผลักมาจากแรงบันดาลใจทั้งสิ้น เช่น ไอน์สไตน์ที่ได้ของขวัญเป็นเข็มทิศจากพ่อ ทำให้เขาสงสัยว่าทำไมเข็มทิศชี้จึงไปทางทิศเหนือตลอดเวลา นี่เป็นแรงบันดาลใจให้ไอน์สไตน์หาคำตอบจนสำเร็จ
How to Inspire : จะดีแค่ไหนคะ ถ้าคุณจะเริ่มเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เจ้าตัวเล็กตั้งแต่วันนี้
* มองหาสิ่งที่ลูกชอบแล้วส่งเสริมให้ถูกทางค่ะ เช่น ลูกชอบเล่นกีฬา อาจลองถามลูกว่าสนใจกีฬาทางด้านไหนเป็นพิเศษ หรือมีนักกีฬาคนไหนบ้างที่ลูกชื่นชอบ เพื่อหาต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค่ะ
* บางครั้งแรงบันดาลใจอาจมาจากบุคคลใกล้ตัว ลองเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพของคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกฟัง ให้ลูกมีประสบการณ์ที่หลากหลาย
* พาเขาไปแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อให้เขาค้นพบสิ่งที่ชอบจริงๆ
ทั้ง 4 ส่วนล้วนมาจากการเชื่อมโยงสรรพสิ่งรอบตัว หล่อหลอมให้พี่ใหญ่วัยประถมหรือน้องเล็กวัยอนุบาลเป็นเด็กเก่งรอบด้านได้ ด้วยฝีมือของคุณพ่อคุณแม่เองค่ะ