Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts

Tuesday, April 5, 2016

มะม่วงผลไม้ตามฤดูกาล

มะม่วง อีกหนึ่งผลไม้ตามฤดูกาลที่แสนอร่อย ดี มีประโยชน์ เด็กๆทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี ยิ่งได้ทานกับข้าวเหนียวยิ่งอร่อยสุดๆไปเลย คุณแม่ชอบมาก วันนี้ซื้อมา 4 ลูก ปอกทานกันพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัว เพิ่มความอบอุ่นในครอบครัวได้อีกด้วย สรุปข้อดีได้มากมาย ซื้อมาทานกันนะคะ :)


Monday, April 4, 2016

สลัดทูน่า

รักตัวเองก้อต้องดูแลตัวเอง เช้านี้กับสลัดผัก ไข่ ทูน่า

Wednesday, March 30, 2016

โรคกรดไหลย้อน


โรคกรดไหลย้อน เป็นอีกโรคที่หลายๆคนที่ชอบทานตอนดึกๆเป็นกัน เพราะบางครั้งเลิกงาน หรือเสร็จภาระกิจที่ต้องทำกันตอนดึกๆ แล้วมีรู้สึกหิว ก้อต้องหาอะไรทาน แต่การที่เราทานอาหารดึกๆแล้วนอนนี่แหละทำให้เราเป็นกรดไหลย้อน มาดูกัน
คะว่ากรดไหลย้อนคืออะไร แล้วเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร

คือภาวะที่กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารไปยังหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยว

สาเหตุของกรดไหลย้อน

  • Hiatus hernia (คือโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นเข้าไปในกำบังลม)
  • ดื่มสุรา
  • อ้วน
  • ตั้งครรภ์
  • สูบบุหรี่
  • อาหารรสเปรี้ยว เผ็ด อาหารมักดอง อาหารมัน อาหารย่อยยาก
  • ทานอาหารมากจนอิ่มเกินไป
  • ช้อกโกแลต กาแฟ น้ำอัดลม
  • คนเครียด
  • อาหารมัน ของทอด
  • หอมกระเทียม
  • มะเขือเทศ

อาการของกรดไหลย้อน

อาการทางหลอดอาหาร
  • อาการปวดเสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้มปี่ที่เรียกว่าร้อนใน (heart burn) บางครั้งอาจจะร้าวไปที่คอได้
  • รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ
  • กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ
  • เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
  • รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
  • มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคอตลอดเวลา
  • เรอบ่อย คลื่นไส้
  • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย

อาการทางกล่องเสียง และปอด

  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้าหรือมีเสียงผิดปกติจากเดิม
  • ไอเรื้อรัง
  • ไอ หรือ รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน
  • กระแอมไอบ่อย
  • อาการหอบหืดแย่ลง
  • เจ็บหน้าอก
  • เป็นโรคปอดอักเสบเป็นๆหายๆ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นวิธีที่ดูแลตัวเองที่ดีที่สุด
  • ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้กรดไหลย้อนได้มาก
  • งดบุหรี่เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดกรดมาก และหูรูดอ่อนแรง
  • ใส่เสื้อหลวมๆ
  • ไม่ควรจะนอน ออกกำลังกาย หรือยกของหนักหลังออกกำลังกาย
  • งดอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง
  • งออาหารมันๆ อาหารทอด อาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ช้อกโกแลต ถั่ว ลูกอม เนย ไข่ เผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด
  • รับประทานอาหารพออิ่ม
  • หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ น้ำอัดลม เบียร์ สุรา
  • นอนหัวให้สูงประมาณ 6-10 นิ้ว โดยหนุนที่ขาเตียง ไม่ควรใช้หมอนหนุนที่ศีรษะเพราะทำให้ความดันในช่องท้องสูง
  • รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ
  • ควรจะเข้านอนหรือเอนกายหลังจากรับประทานอาหารไปแล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  • ผ่อนคลายความเครียด
ขอบคุณข้อมูลจาก siamhealth.net


Friday, May 22, 2015

การงานที่ดี

ถูกใจใช่เลย ทำงานที่ให้สุขภาพที่ดี แข็งแรง และมีเวลาได้พักผ่อน แล้วให้ดีต้องทำแบบสั้นๆแล้วได้ไปพักผ่อนและอยู่กับคนที่เรารักนะ



Friday, December 26, 2014

ดูแลหัวใจกันเถอะ

โรคหัวใจเป็นโรคยอดฮิตเสียแล้วกับยุคสมัยนี้ที่อาหารการกิน ความเครียด เข้ามีเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเป็นโรคหัวใจกันเยอะ โคคิวเท็น จากสารอาหารเพื่อสุขภาพ ช่วยดูแลหัวใจและป้องกันไม่ให้เป็นโรคหัวใจ ดีมากๆเลย ขอแนะนำ


Thursday, December 18, 2014

น้ำอัดลม


เจอมาแล้วเห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาแปะไว้เตือนใจ ก่อนจะดื่มน้ำอัดลมจะได้คิดสักนิด :)

Wednesday, October 22, 2014

เยื่อตาอักเสบจากการเล่นสมาร์ทโฟน

สังคมก้มหน้า คงเคยได้ยินคำเปรียบเปรยแบบนี้ จะสังเกตุได้ว่าในร้านอาหารระหว่างนั่งรออาหารหลายๆคนก้อจะนั่งก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือบ้าง แทบเลตบ้าง ไม่ค่อยจะได้นั่งพูดคุยจ้องหน้ากันเหมือนเมื่อก่อน เท่านี้ยังไม่พอก่อนนอนจะหยิบโทรศัพท์มารูดๆก่อนเพื่อความสบายใจ แต่ในความสบายใจนั้นแฝงไปด้วยอันตรายร้ายสำหรับดงตาน้อยๆของเรา ซึ่งวงการแพทย์ที่ฮ่องกงหาสาเหตุที่ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องตา หนึ่งในสาเหตุนั้นมาจากการที่ผู้ป่วยเป็นคนที่ชอบเล่นโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน ในที่มืดหรือเล่นหลังจากปิดไฟนอนเล่นในที่มืดบ่อยๆ และนานๆเข้าแสงที่รุนแรงส่องจากโทรศัพท์เข้าตา ทำลายเยื่อตา เร่ิ่มรู้สึกตาแห้งนานๆเข้ากลายเป็นโรคมะเร็งตา มีโอกาสตาบอดสนิท น่ากลัวมากๆจริงๆ เล่นได้แต่ระวังกันหน่อยนะคะ


Monday, June 16, 2014

ชีวิต สุขภาพ เวลา นาฬิกาทราย

หากเลือกได้คุณอยากเลือก มีสุขภาพดี มีเงินเพียงพอและเหลือเก็บ กับมีเวลาได้อยู่กับครอบครัว มีเวลาท่องเที่ยว หรือมีเวลาอยากจะทำในสิ่งที่อยากทำ ซึ่งทุกวันนี้คงยากที่จะเลือกได้ครบทั้งสามอย่าง เพราะทุกๆวันต้องออกไปทำงานเพื่อหาเงินเพื่อใช้จ่าย เพื่อดูแลครอบครัว แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ซึ่งเวลาเกิือบทั้งหมดหายไปกับการทำงาน ส่วนสุขภาพไม่ต้องถามถึง หากยังอายุน้อยอยู่สุขภาพยังดีอยู่ แต่เมืออายุเริ่มมากขึ้นสุขภาพก้อค่อยถอถอยลงไป หากมัวแต่ทำงานเพื่อหาเงินโดยไม่ได้หันมาดูแลสุขภาพตั้งแต่ต้นรับรองว่ามีแต่จะแย่ลงไป หากเป็นแบบนี้หากต้องเลือกคุณจะเลือกอะไร จะเอาเวลาไปทำงานหาเงินซึ่งแลกมากับสุขภาพที่แย่ลงหรือเปล่า ว่ามั้ยว่าชีวิตเราเหมือนนาฬิการทรายเลย




Thursday, July 26, 2012

กินอย่างมีคุณค่า

มีผักผลไม้หลายชนิดที่เรารับประทานอยู่เป็นประจำ หลายอย่างสามารถเป็นยาได้นะคะ ลองอ่านดูคะ

หน่อไม้ฝรั่ง (แอสพารากัส)  ผักที่มีหน้าตาแปลกเฉพาะตัว ลักษณะเป็นหน่อสีเขียวหรือสีขาว สีขาวนิยมรับประทานสดๆ ส่วนสีเขียวนิยมนำไปประกอบอาหาร สามารถเก็บกินได้ตลอดทั้งปี หาซื้อได้ง่าย กรอบอร่อย นำไปทำทำอาหารได้หลากหลาย
กินเป็นยา : ในหน่อไม้ฝรั่งมีโฟเลตอยู่มาก มีความจำเป็นต่อความสมบูรณ์ของทารกสำหรับคุณแม่ครรภ์ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่ปอดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของกำมะถันเป็นยาขับปัสสาวะได้ดีตัวหนึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นโรคขัดเบา และยังใช้รักษาโรคหลายชนิด เช่น โรคเส้นประสาทอักเสบ โรครูมาติซึม และบรรเทาอาการปวดฟันได้ด้วย

อะโวคาโด ผลไม้จากถิ่นอเมริกา เม็กซิโก กัวเตมาลา และหมู่เกาะเวสอินดีส ที่หาได้ง่ายในบ้านเราแต่ไม่ค่อยนิยมกินกันมากนัก เนื่องจากมีรสชาติและกลิ่นสู้ผลไม้ชนิดอื่นๆ ไม่ได้ แต่ประโยชน์ของอะโวคาโดนั้น เรียกว่ามากมายจนต้องหันกลับมารักกันเลยทีเดียว
กินเป็นยา : มีวิตามินบีที่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ปากนกกระจอก วิตามินซีช่วยป้องกันไข้หวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน และโดยเฉพาะวิตามินอีซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยในการปกป้องเซลล์ร่างกายจากมลพิษทาง อากาศ น้ำ และอาหาร สามารถป้องกันโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ และโรคหัวใจ และนอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งอีกด้วย

บร็อกโคลี่ รสชาติหวาน กรอบ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด และอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย
กินเป็นยา : บร็อกโคลี่มีสารเบต้า-แคโรทีน ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายและยังช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรง มีสารซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ซึ่งเป็นสารป้องกันโรคมะเร็ง และยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิต และโรคอัลไซเมอร์ได้ดี

กะหล่ำปลี ผักรูปร่างกลมที่เกิดจากใบที่อัดแน่นจนมีลักษณะเป็นหัวน่ากิน สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย หรือจะกินดิบๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะสีเขียว สีขาว หรือสีม่วง ก็มีประโยชน์มากมายทั้งสิ้น
กินเป็นยา : มีสารพิเศษเอสเมธิลเมโธโอนินที่สามารถรักษาโรคกะเพาะอาหาร และมีสารกอยโตรเจนที่ช่วยให้ร่างกายทำไอโอดีนไปใช้ช่วยป้องกันโรคคอหอยพอก นอกจากนั้นยังมีสารต้านมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้

เกรปฟรุต เติบโตอยู่ในผลไม้กระกูลส้ม เป็นญาติสนิทของส้มโอ แต่เนื้อของเกรปฟรุตมีสีแดง รสชาติอมเปรี้ยวนิดๆ เหมาะสำหรับกินลังมื้อเช้าจะช่วยเพิ่มความสดชื่นก่อนไปทำงานได้ดี
กินเป็นยา : สารเพกตินที่มีอยู่ในเกรปฟรุต ซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนไปขวางทางเดินในหลอดเลือด นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถช่วยป้องกันไม่ให้สารพิษหรือโลหะหนักทำอันตรายต่อร่างกาย และยังช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งตับอ่อน

กีวี เป็นผลไม้ประเภทไม้เลื้อยเถา นิยมปลูกมากในประเทศนิวซีแลนด์ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีถิ่นกำเนิดมาจาก ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ในประเทศไทยมีการปลูกมากในจังหวัดเชียงใหม่ ผลมีผิวสีน้ำตาล มีขน เนื้อสีเขียว รสชาติหวาน มีกลิ่นหอม แถมยังมีวิตามินซีสูงอีกด้วย
กินเป็นยา : กีวีมีค่าดัชนี ไขมัน และแคลอรีในระดับต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคเบาหวานเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนักหรือมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว วิตมินซีในกีวียังช่วยให้ร่างกายมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหาร ความอึดอัดในช่องท้อง ท้องผูก และเกิดความล่าช้าในการส่งถ่าย

ส้ม ผลไม้ที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดี มีให้เลือกมากมายหลายสายพันธุ์ รสชาติหวานอร่อย กินง่าย ทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องของวิตามินซี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม วิตามินเอ บี โพแทสเซียม แคลเซียม ใยอาหาร ฟอสฟอรัส เหล็ก และเบต้าแคโรทีน
กินเป็นยา : ในส้มมีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันการอักเสบ และเลือดจับตัวเป็นก้อน มีคอลลาเจน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายให้แผลหายเร็วขึ้น วิตามินซีและเบต้าแคโรทีน ช่วยรักษาโรค เลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษในร่างกาย ลดความเครียด ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

พีช คือชื่อเรียกตามภาษอังกฤษ แต่บางคนอาจจะรู้จักมักจี่กันในชื่อจีนคือลูกท้อ มีสีเหลืองอมส้ม รสชาติหอมหวาน
กินเป็นยา : ในพีชมีวิตามินเอและสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเบต้าคริบโตแซนทิน ป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลาย บำรุงหัวใจและกระเพาะอาหาร ยังมีเกลือแร่โรบอนที่เป็นตัวช่วยให้สมองของเรากระฉับกระเฉงและกระปรี้กระเปร่า มีพลังค่ะ

มะเขือเทศ ผักสีแดงสด ที่มีประโยชน์มากกว่านำมามาส์กผิวหน้า สามารถนำมาใช้ปรุงอาหารได้หลายรูปแบบหรือแต่งเติมให้มื้ออาหารมีสีสันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังนำมาคั้นเป็นน้ำมะเขือเทศดื่ม หรือทำเป็นซอสมาปรุงรส อาหารก็ได้
กินเป็นยา : ไลโคปีนเป็นสารสำคัญที่พบได้ในผลมะเขือเทศ เป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งคอหอย มะเร็งช่องปาก มะเร็งเต้านม เป็นต้น

แอปเปิ้ล ผลไม้ที่มีรสชาติหอมหวาน มีให้เลือกกินถึง 4 สี คือสีแดง สีเขียว สีเหลือง และสีชมพู สามารถกินได้ทั้งเปลือก ซึ่งประโยชน์ของแอปเปิ้ลนั้นไม่ได้มีแต่ในเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่ในเปลือกก็มีประโยชน์มากมายเช่นกัน
กินเป็นยา : ในเปลือกแอปเปิ้ลมีสารฟลาโนอยด์สูงมาก ซึ่งมีหน้าที่ในการล้างพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยป้องกันอนูมูลอิสระอีกด้วย ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้

องุ่น เป็นผลของไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง ผลมีรสหวานกินง่าย ในบ้านเรานิยมปลูกอยู่ 2 สายพันธุ์ ก็คือ พันธุ์ไวท์มะละกา ผลกลมมีสีเหลืองอมเขียวและผลยาว รสหวานแหลม และ พันธุ์คาร์ดินัล ผลกลมค่อนข้างใหญ่ มีสีแดงหรือม่วงชมพู รสหวาน กรอบ เปลือกบาง
กินเป็นยา : องุ่นมีสารอาหารที่สำคัญที่ดีคือน้ำตาลและสารอาหารจำพวกกรดอินทรีย์ เช่น น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโคส วิตามินซี เหล็กและแคลเซียม มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ และช่วยฟื้นกำลังคนที่ร่างกายผอมแห้ง แก่ก่อนวัยและไม่มีเรี่ยวแรง

หัวหอมใหญ่ พืชสวนครัวที่แค่ได้ยินชื่อน้ำตาก็ไหลแล้ว เพราะสารประกอบของซัลเฟอร์หรือกำมะถัน ที่จะกระจายออกมาในอากาศเมื่อเราหั่นหัวหอม ทำให้ระคายเคืองตาจนร่างกายต้องผลิตน้ำตาเพื่อชะล้างออก แต่ถึงกระนั้นหัวหอมใหญ่ก็เป็นที่นิยมนำมากระกอบอาหารได้หลากหลายเมนู
กินเป็นยา : หัวหอมใหญ่ช่วย ลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือด และช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ที่ช่วยลดการอุดตันไขมันในเส้นเลือด และทำหน้าที่ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้สารกำมะถันในหอมใหญ่ช่วยยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง และยังมีฤทธิ์ป้องกันโรคภูมิแพ้และหอบหืดอีกด้วย

ถั่วเหลือง เมล็ดพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งสะสมของไขมันและโปรตีนที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถั่วเหลืองมีมากมายหลายขนาดหลากหลายสีทั้งสีน้ำตาล สีฟ้า รวมถึงสีดำก็มี สามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย หมัก เช่น น้ำนมถั่วเหลือง เต้าหู้ ถั่วงอก ซอสถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว เป็นต้น
กินเป็นยา : ถูกกล่าวขานว่าเป็น "ราชาแห่งถั่ว" เพราะมีโปรตีน เลซิทิน และกรดแอมิโน รวมทั้งมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ไนอะซิน วิตามินบี1 และบี2 วิตามินเอและอี ซึ่งสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ป้องกันการขาดแคลเซียมในกระดูก และบำรุงระบบประสาทในสมอง หากกินเป็นประจำช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน

แอปริคอท ผลมีสีส้มสวยสด ทำให้แอปริคอทได้ครองตำแหน่งนางงามในบรรดาผลไม้ ยิ่งสุกงอมเมื่อไหร่จะมีรสชาติหวานอร่อยกำลังดี แต่ถ้าผ่านกระบวนการความร้อนจนสุกได้ที่รสชาติก็จะเปลี่ยนจากหวานเป็นเปรี้ยวทันที ผู้ที่นินมนำแอปริคอทไปทำอาหารหรือทำเบเกอรี่จะรู้ดีว่าจะต้องใส่น้ำตาลให้มากกว่าเดิมเพื่อดับความเปรี้ยว ดังนั้นจึงควรระวังในเรื่องของความหวานด้วย
กินเป็นยา : แอปริคอตเป็นยาบำรุง ที่ช่วยให้ฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยได้เร็ว สารเบต้าแคโรทีนในแอปริคอตจะช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตาจึงช่วยในการมองเห็นได้ดีขึ้น และสามารถป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินเอช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ทั้งยังช่วยในการย่อยอาหาร ต้านโรคหวัด ภาวะโลหิตจาง หากรับประทานแอปริคอตได้ในปริมาณ 25 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยรักษาปฏิกิริยาจากสารก่อภูมิแพ้รวมทั้งอาการอ่อนเพลียได้

มะละกอ มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ สามารถกินได้ทั้งสุกและดิบ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิด
กินเป็นยา : ผลมะละกอดิบมีวิตามินเอ และสารเบต้าเคโรทีน ช่วยบำรุงสายตาและช่วยต้านโรคมะเร็ง และมีวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก วิตามินซี ช่วยป้องกันและรักษาโรคหวัด โรคมะเร็ง โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟันและใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์พาเพน ซึ่งสามารถนำมาเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อย นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นน้ำนมสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดอีกด้วย

ลูกพรุน ที่จริงแล้วก็คือลูกพลัมหรือที่รู้จักในอีกชื่อว่าลูกไหน เมื่อนำมาตากแห้งก็จะเรียกในชื่อใหม่ว่าลูกพรุนนั่นเอง ซึ่ง
รู้จักในสรรพคุณเรื่องของกากใย
กินเป็นยา : ในลูกพรุนมีกากใยธรรมชาติ Dietary fiber จำนวนมากหลายชนิด ซึ่งเป็นทั้งชนิดที่ละลายน้ำได้ และละลายน้ำไม่ได้ กากใยอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยลดโคเลสเตอรอลและปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกจำนวนมาก นอกจากนี้น้ำลูกพรุนยังเป็นอาหารที่วิตามินซี วิตามินอี แหล่งที่ดีของธาตุเหล็ก ช่วยทำให้ร่างกายและสมองแก่ตัวช้าลง และมีอัตราการเกิดเป็นโรคมะเร็งน้อยลง มีส่วนช่วยในกระบวนการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดง และทำให้ร่างกายต่อต้านแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น

ฟักทอง จัดอยู่จำพวกผัก แต่ก็นิยมนำมาใช้ทำขนมหวาน ผิวตอนที่ยังเป็นผลอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะแล้วจะมีสีเขียวสลับเหลือง
กินเป็นยา : ในฟักทองมีกากใยสูง อุดมด้วยวิตามินเอและและมีกรดโปรไพโอนิค กรดนี้ทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอลง ในเมล็ดฟักทองมีสารชื่อ คิวเคอร์บิติน (cucurbitine) ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี โดยเตรียมเมล็ดฟักทองประมาณ 60 กรัม ทุบให้แตกละเอียดนำมาผสมกับน้ำตาล นม และน้ำเติมลงไปจนได้ประมาณ 500 มิลลิลิตร แบ่งรับประทาน 3 ครั้ง ห่างกันทุก 2 ชั่วโมง

แตงโม ผลไม้เนื้อฉ่ำน้ำ รสหวาน มีทั้งสีเขียวและสีเหลือง บางพันธุ์มีลวดลายบนเปลือก แบ่งออกได้หลายพันธุ์ เช่น แตงโมจินตหรา ผลยาว เปลือกเขียวเข้ม มีลาย เนื้อสีแดง แตงโมตอร์ปิโด ลูกรีกว่าพันธุ์จินตหรา แตงโมกินรี ผลกลม เนื้อแดง แตงโมน้ำผึ้ง ผลกลม เนื้อเหลือง แตงโมไดอานา เปลือกเหลือง เนื้อสีแดง แตงโมจิ๋ว ผลขนาดเท่ากำปั้น เนื้อเหลือง เป็นต้น นิยมกินเป็นผลไม้สด ทำเป็นน้ำผลไม้
กินเป็นยา : แตงโมเป็นผลไม้ที่มีคุณสมบัติเย็น ช่วยให้อารมณ์ดี เพราะมีโพแทสเซียม ที่จะช่วยควบคุมอัตราความดันโลหิต ยังมีสารไลโคปีน ที่มีแอนตี้ออกซิเดนท์ ช่วยบำรุงหัวใจ รวมถึงป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้จะช่วยลดอาการไข้ คอแห้ง บรรเทาแผลในปาก

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะคะ จริงๆ แล้วผักผลไม้ที่อยู่รอบตัวเรามีประโยชน์หลายหลากทั้งนั้น ที่สำคัญคือต้องกินให้ถูกต้อง สม่ำเสมอ และต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยนะคะ

ขอบคุณ momypedia สำหรับข้อมูลดีๆคะ

Thursday, January 13, 2011

15 สัญญาณเตือน “อัลไซเมอร์” กำลังมา เยือน

คุณเป็นคนขี้ลืมหรือ เปล่าคะ เช่น ลืมว่าวางกุญแจรถไว้ที่ไหน ลืมว่าจะต้องทำอะไรทั้งที่เตือนตัวเองมาตลอดทั้งวันแล้ว ลืมว่าจะพูดอะไรทั้งที่เพิ่งคิดได้เมื่อกี้ หรืออะไรที่เคยทำเป็นปกติอยู่แล้ว แต่อยู่ๆ กลับลืมวิธีทำ หรือทำแล้วรู้สึกว่าทำไมมันถึงได้ยากกว่าเมื่อก่อน บางทีนี่อาจจะไม่ใช่อาการ ขี้ลืมธรรมดาแล้วก็ได้นะคะ

จริงๆ แล้วอาการขี้หลงขี้ลืมก็มีกันอยู่ทุกคนค่ะ แต่ส่วนใหญ่สาเหตุจะมาจากการที่เราไม่มีสมาธิกับการทำสิ่งนั้นๆ จึงไม่ได้สนใจจดจำ หรือคิดทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกันทำให้สมาธิในการจดจำสั้นลง แต่ในปัจจุบันมีการสำรวจพบว่าเพราะความเครียด มลพิษ ปัญหาต่างๆ ที่เร่งเร้า และอายุที่เพิ่มมากขึ้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เรากลายเป็นคนขี้ลืม และนำไปสู่โรคความจำเสื่อมหรือ อัลไซเมอร์ได้เช่นกัน แต่อย่าชะล่าใจไปนะคะว่าการลืมของเราเป็นเพียงอาการเล็กน้อยเพราะความเครียด หรือความไม่ใส่ใจ เพราะจริงๆ มันอาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ร้ายแรงกว่านั้นก็ได้

เพื่อให้ คุณๆ ตั้งตัวรับโรคนี้ได้ทัน เรามาสำรวจตัวเองและคนรอบข้างจาก 15 สัญญาณที่เตือนว่าคุณอาจจะกำลังเข้าข่ายการเป็นอัลไซเมอร์กันดีกว่าค่ะ

1. หงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ เพราะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้

2. การตัดสินใจแย่ลง เปลี่ยนใจง่าย เช่น ถ้ามีเซลล์แมนมาขายของที่หน้าบ้านก็จะซื้อทันทีซึ่งจะต่างจากแต่ก่อนที่จะ ไม่ซื้อของพวกนี้เลยหรือ ไม่ใช้จ่ายอะไรง่ายๆ ซึ่งข้อนี้มักจะนำไปสู่ปัญหาด้านการเงินด้วย คือใช้จ่ายแบบไม่คิด ใช้เงินโดยไม่คำนวณ ไม่มีการออมไว้เหมือนแต่ก่อน

3. งานหรือกิจกรรมอะไรที่เคยทำอยู่ประจำจะกลายเป็นงานที่ทำได้ยากขึ้น เช่น ลืมวิธีผูกเนคไท ลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า หรือถ้าจะทำไข่เจียวก็แตกไข่แตกเละคามือ ลืมปรุง หรือทอดโดยไม่ใส่น้ำมัน เป็นต้น

4. วางของผิดที่ผิดทาง เช่น เอากระเป๋าตังค์ไปใส่ไว้ในตู้เย็น เอาช้อนส้อมไปใส่ไว้ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิดและยังใช้ชีวิตปกติทั้งที่ข้าวของยังวางผิดที่

5. สับสนเรื่องเวลา โดยมักจะคิดว่าเวลาผ่านไปนานกว่าปกติ เช่น นั่งรอห้านาทีก็จะคิดว่านั่งรอมาห้าชั่วโมง หรือเพิ่งใส่เสื้อตัวเก่งไปแล้วเมื่อวาน แต่คิดใส่เสื้อตัวนั้นไปเมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน เป็นต้น

6. สื่อสารกับคนอื่นยากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการพูด มักจะเรียงลำดับคำผิด ใช้คำผิด พูดผิด หรือคิดไม่ออกว่าจะใช้คำว่าอะไร จะพูดว่าอะไร

7. เดินออกไปข้างนอกอย่างไม่มีจุดหมาย มักจะเดินออกไปที่ไหนซักที่โดยไม่รู้ว่าจะไปทำไม ไปทำอะไร

8. ทำกิจกรรมบางอย่างแบบมีเหตุผลและซ้ำๆ เช่น เดินไปเปิดตู้เย็นแล้วก็ปิดทันทีโดยที่ไม่ได้อยากหยิบอะไร พอเดินกลับมานั่งก็จะลุกขึ้นไปเปิดและปิดแบบเดิมอีกซ้ำๆ

9. ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ทั้งเรื่องการตัดผม ตัดเล็บ หวีผม หรือลืมแม้กระทั่งว่าตื่นมาจะต้องล้างหน้าแปรงฟัน

10. แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พูดหรือทำในสิ่งที่โดยปกติจะไม่พูด เช่น พูดว่าคนอื่นว่าอ้วนออกมาตรงๆ เพราะขาดความคิดในการชั่งใจหรือตัดสินใจว่าอะไรถูกหรือผิดเหมือนตอนที่ยัง ไม่เริ่มมีอาการ

11. รู้สึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา หรือมักจะชอบคิดว่าตัวเองเห็นใครหรืออะไรคอยซุ่มดูตัวเองอยู่ หรือกลัวคนจะมาทำร้ายตลอดเวลา

12. นอนหลับยาก กระสับกระส่ายในตอนกลางคืนมากกว่าแต่ก่อน

13. ถอยห่างออกมาจากครอบครัว เพื่อน รวมไปถึงกิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำ เช่น ไม่พูดคุยกับใคร ไม่เล่นกีฬาที่เคยเล่นประจำทุกวัน เป็นต้น

14. ชอบทำพฤติกรรมเหมือนเด็กๆ เช่น งอแงเมื่อไม่ได้ดั่งใจ หรือดีใจเกินกว่าเหตุถ้าได้ของที่ต้องการ

15. พูดจาและแสดงอาการก้าวร้าว เช่น พูดว่าหรือด่าทอคนอื่น ทั้งที่แต่ก่อนไม่มีพฤติกรรมอย่างนี้มาก่อน

นี่เป็นเพียงวิธีสังเกต อาการเพียงเบื้องต้นที่เราสามารถสำรวจได้ด้วยตัวเองค่ะ แล้วถ้าใครมีอาการข้างต้นเกินกว่า 5 ข้อขึ้นไปก็ต้องพิจารณาตัวเองได้แล้วนะคะว่าอาจจะเข้าข่ายโรคอัลไซเมอร์ และทางที่ดีคือลองไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการเพิ่มเติมจะดีที่สุดค่ะ เพราะโรคนี้ไม่มีทางรักษาและเราสามารถป้องกันหรือชะลอให้มันเกิดช้าลงได้ค่ะ

เรื่องโดย : momypedia

Friday, March 12, 2010

สุข นี้..สร้างได้แต่ในบ้าน

บทความต่อไปนี้ อยากให้ทุกคนเอาไปใช้นะคะ น่ารักมากๆ สำหรับเราก้อจะเอาไปใช้ด้วย

12 วิธีสร้างสุขทำได้ง่ายจัง


1. ตื่นเช้า กอดลูก โอบภรรยา แล้วเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน


2. ปลูกต้นไม้สักต้นในวันที่ลูกเกิดหรือครบรอบแต่งงาน


3. เป็นผู้ใหญ่คนแรกที่กระโดดลงสระน้ำ หรือนำเด็กๆลุยไปในทะเล

ฮีโร่ในใจลูกแท้ๆเทียว

4. อุ้มและกอด ลูกทุกครั้งที่มีโอกาส

5. บอกลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่า ชีวิตพ่อแม่มีความหมายเพียงใดที่มี

ลูกมาอยู่ด้วย

6. สร้างความสงบในบ้าน..และพยายามรักษามันไว้
7. ทิ้งโน้ต "ฉันรักเธอ" มากเพียงใด ในกระเป๋าเสื้อของสุดที่รัก ก่อนที่เขา(เธอ)

จะเดินทางไกล
8. บอกรักสมาชิกในครอบครัว ทุกครั้งที่ต้องไปค้างแรมที่อื่น

9 เป็นฝ่ายขอโทษลูกบ้าง เมื่อทำไม่ถูก ชีวิตจะมีความหมายขึ้นอีกอักโข

10. บอกพ่อของลูกว่า "วันนี้ลูกบ่นคิดถึงพ่อจังเลย"

11.เป็นลูกคู่ เมื่อใครคนใดคนหนึ่งในบ้านเริ่มร้องเพลง

12. คืนนี้นอนชมดาว แล้วอธิษฐานร่วมกัน

เราอาจขาดแคลนหลายสิ่งหลายอย่างได้ แต่อย่าขาดแคลนรอยยิ้ม

อ้อมแขนที่โอบกอด และรอยจูบ เพราะสิ่งเหล่านี้คือดวงอาทิตย์ของบ้าน

จาก: เว็บไซต์นิตยสาร Modern Mom


Tuesday, February 23, 2010

โภชนาการในเด็ก

พ่อแม่มีความคิด กังวล และมีความเชื่อมากมายในเรื่องอาหารการกินของลูกที่เรายังไม่รู้ และไม่เข้าใจ หรือ รู้และเข้าใจอย่างผิดๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติผิดๆ จนก่อให้เกิดผลเสียได้

เราเคยได้ยินได้ฟังความคิด ความเชื่ออะไรบางอย่างเกี่ยวกับอาหารการกินที่บอกต่อๆกันมา บางครั้งความเชื่อที่ว่านี้ก็ถูกบ้างผิดบ้าง เช่น กินน้ำมะพร้าวแล้วลูกจะผิวขาวสวย หรือถ้าเป็นแผลไม่ควรกินไข่ ฯลฯ แล้วความเชื่อไหน หรือคำบอกเล่าไหนที่ถูกต้องล่ะ รศ.ดร. ประไพศรี ศิริจักรวาล รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จะช่วยไขข้อข้องใจนี้ให้กระจ่างค่ะ

ความ เชื่อที่ว่า

กินตับมากจะมีสารพิษสะสมในร่างกายมากตามไปด้วย

ความจริงแล้ว

จริงๆ แล้วตับก็ทำหน้าที่เหมือนกับโรงงานกำจัดของเสีย แต่ถ้าเรากินของเสียเข้าไปมากๆ โรงงานจะกำจัดของเสียไม่ทัน ส่งผลให้ของเสียนั้นๆ เป็นพิษต่อตับ ตรงกันข้ามถ้าของเสียนั้นๆ เข้ามาทีละน้อย ตับของเราก็สามารถกำจัดได้ทัน ดังนั้นของเสียที่ว่าจึงไม่สามารถทำอันตรายกับร่างกายเราได้

อาหารประเภทตับเป็นแหล่งรวมวิตามิน A และธาตุเหล็ก ซึ่งถ้ากินในปริมาณพอเหมาะร่างกายเด็กจะสามารถสะสมแร่ธาตุดังกล่าวได้ ซึ่งนักโภชนาการจะแนะนำให้เด็กกินตับอาทิตย์ละ 1 ครั้งและครั้งหนึ่งประมาณ 1 ช้อนโต๊ะหรือ 3 ชิ้นบางๆ ก็เพียงพอแล้ว (ตับไก่จะมีวิตามิน A ค่อนข้างสูง และเหมาะกับเด็กเล็กๆ เพราะบดง่ายสามารถคลุกไปในข้าวได้เลยค่ะ)
แต่ถ้า เด็กคนไหนมีภาวะโภชนาการดีอยู่แล้ว การกินตับ 2 อาทิตย์ครั้งหนึ่งก็นับว่าเพียงพออีกเหมือนกัน เพราะถ้ากินในปริมาณนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องสารพิษที่อาจสะสมในร่างกายของลูก

ความเชื่อที่ว่า

กินอาหารที่มีน้ำตาลมากๆ เช่น เค้ก ลูกอม ช็อกโกแลตจะทำให้ลูกเป็นโรคสมาธิสั้นได้

ความจริงแล้ว

การกินอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล กับการเกิดภาวะสมาธิสั้นเป็นเรื่องที่ศึกษากันมานานประมาณเกือบ 20 ปีแล้ว แต่การศึกษาที่มีมาทั้งหมดจะมีทั้งเห็นผลและไม่เห็นผล และบางการศึกษาก็พบว่า ไม่มีความแตกต่างในพฤติกรรมระหว่างเด็กที่ดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาล กับเด็กที่ดื่มเครื่องดื่มชนิดไม่เติมน้ำตาล

นอกจากนั้นเมื่อเร็วๆ นี้มีงานศึกษาจากมหาวิทยาลัยในอเมริกา พบว่าถ้าลดปริมาณการกินน้ำตาลในสถานกักกันลง อัตราการทะเลาะวิวาทกันในที่ดังกล่าวกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงมีบทสรุปออกมาว่าน้ำตาลอาจจะมีผลทำให้คนก้าวร้าวมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถสรุปได้อยู่ดีว่าตกลงน้ำตาลมีผลทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิ สั้นและมีความก้าวร้าวหรือไม่

อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัวแล้วอยากให้คุณพ่อคุณแม่หันไปสนใจเรื่องการกินน้ำตาลกับการเกิด โรคอ้วน และฟันผุเสียมากกว่า เพราะขณะนี้พบว่าเด็กไทยมีเปอร์เซ็นต์ฟันผุสูงมาก ในกลุ่มกุมารแพทย์จึงได้มีการรณรงค์เรื่อง "การลดการบริโภคน้ำตาลในเด็ก" โดยเริ่มจากนม และในเครื่องดื่มต่างๆ ก่อน เพราะการลดน้ำตาลก็เท่ากับการลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคอ้วน รวมทั้งฟันผุในเด็ก เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ลูกลดอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล ขออย่าคิดว่าเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้นเท่านั้น แต่อยากให้มองสุขภาพโดยรวมมากกว่าค่ะ

ความ เชื่อที่ว่า

กินซอส มะเขือเทศจิ้มกับขนมขบเคี้ยว หรืออาหารว่างจำพวกไก่ทอด มันฝรั่งทอด หรือกินซอสถั่วเหลืองปรุงรสกับอาหารกินเล่นในปริมาณมากจะเป็นอันตรายกับเด็ก ได้

ความ จริงแล้ว

ในซอส มะเขือเทศจะมีสารแคโรตินอยด์ที่ดีสำหรับสุขภาพเพราะเป็นสารต้านปฏิกิริยา อนุมูลอิสระ (สารที่ป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกโจมตี หรือถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ และชะลอภาวะการเสื่อมของเซลล์ก่อนวัยอันควร) แต่ทั้งซอสมะเขือเทศ และซอสปรุงรสจะมีส่วนผสมที่ไม่เป็นประโยชน์กับร่างกายนั่นก็คือ "โซเดียม” อยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้นถ้ากินมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้

ตามหลักโภชนาการแล้ว วันหนึ่งๆ เราไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2,400 มิลลิกรัม จึงขอแนะนำให้เด็กกินซอสมะเขือเทศครั้งละประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ (1 ช้อนโต๊ะจะมีโซเดียมประมาณ 100 มิลลิกรัม) หรือครั้งละไม่เกิน 1 ซองเล็กๆ เท่านั้น บางคนอาจจะมองว่าการกินซอสมะเขือเทศตามปริมาณที่แนะนำเท่ากับมีโซเดียมอยู่ ประมาณ 100 มิลลิกรัม/ 1 ช้อนโต๊ะเท่านั้น แต่อย่าลืมว่าในมื้ออาหารหนึ่งๆเรามักเติมน้ำปลา หรือเกลือ หรือซอสปรุงรสเข้าไปในอาหารด้วย และในน้ำปลาเองนั้นจะมีปริมาณโซเดียมอยู่ถึง 1,000 มิลลิกรัม/1 ช้อนโต๊ะ และซอสปรุงรสเองก็มีปริมาณโซเดียมอยู่ถึง 1,000 มิลลิกรัม/ 1 ช้อนโต๊ะเช่นเดียวกัน

ถ้าเราลองรวมปริมาณการใช้ซอสปรุงรส น้ำปลา และซอสมะเขือเทศเข้าด้วยกัน ภายในหนึ่งวันรับรองได้ว่า เราและลูกของเราจะกินโซเดียมในปริมาณที่มากเกินกว่ากำหนดมาตรฐานแน่ ซึ่งผลร้ายคงไม่ได้เกิดขึ้นแบบปุบปับหรอกนะคะ แต่จะเป็นอันตรายที่สะสมไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดอาจทำให้เราและลูกของเรากลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไตได้ เพราะไตต้องทำงานหนักในการขับโซเดียมออกจากร่างกายนั่นเอง

ความ เชื่อที่ว่า

น้ำ สมุนไพรที่ว่ามีประโยชน์กับสุขภาพเรา แต่สำหรับเด็กแล้วจะเป็นโทษมากกว่า

ความ จริงแล้ว

น้ำ สมุนไพร เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำกระเจี๊ยบ ฯลฯ ล้วนมีประโยชน์ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่จะได้เกินมาก็คือ น้ำตาล ถ้าดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ น้ำมะตูมโดยไม่ใส่ หรือใส่น้ำตาลน้อยที่สุดจะเป็นการดีมาก ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับว่าเราหรือลูกของเรากำลังกินน้ำตาลเข้าไปแทนที่จะเป็น น้ำสมุนไพรค่ะ

อย่างเช่นน้ำสมุนไพร 1 แก้ว (ปริมาณ 200 มิลลิลิตร) จะมีน้ำตาล 20 กรัม (ประมาณ 5 ช้อนชา) ซึ่งถือว่าเยอะมาก ถ้าเผอิญลูกเราดื่มน้ำสมุนไพรที่มีน้ำตาล 20 กรัม แต่ดื่มสัก 2 แก้ว นั่นเท่ากับว่าเราให้ลูกกินน้ำตาลเข้าไปแล้ว 40 กรัม หรือน้ำตาลจำนวน 10 ช้อนชา ซึ่งที่จริงแล้ว ลูกไม่ควรกินน้ำตาลเกินวันละ 4 ช้อนชาค่ะ

สรุปว่าหากน้ำสมุนไพรนั้นมีปริมาณน้ำตาลมาก ลูกก็จะได้รับปริมาณน้ำตาลที่สูงมากด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย เพราะจะทำให้เกิดทั้งโรคอ้วน โรคฟันผุ และมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว

ความ เชื่อที่ว่า

เด็ก วัย 3-6 ปีกำลังเป็นวัยเจริญเติบโต ดังนั้นเขาสามารถจะกินอาหารในปริมาณมากเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่อ้วน

ความจริงแล้ว

ที่ บอกว่าเด็กวัยนี้กินเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่อ้วนนั้นเห็นจะไม่จริง เพราะช่วงที่เด็กกำลังเจริญเติบโต ร่างกายเขาจะแบ่งเซลล์ค่อนข้างมาก และถ้าเกิด FAT CELL ของเขามีจำนวนมาก ต่อไปถ้าเราอยากให้เขาลดน้ำหนัก FAT CELL ของเขาก็แค่เหี่ยวตัวลง ทำให้ลูกดูผอมลง แต่ขณะเดียวกันถ้าลูกของเราเกิดกินอะไรมากๆ ขึ้นมาอีก จำนวน FAT CELL ที่เคยมีอยู่ ก็จะทำให้ลูกกลับมาอ้วนได้เร็วขึ้นค่ะ

เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรระวังลูกไม่ให้อ้วนตั้งแต่เล็กๆ เพราะการจะลดน้ำหนักให้เด็กอ้วนเป็นเรื่องที่ลำบากอยู่พอสมควร ผู้ใหญ่อย่างเราๆอาจจะลดน้ำหนักด้วยการลดปริมาณอาหารและกินผักเพิ่มขึ้น แต่สำหรับเด็กส่วนใหญ่แล้วเขาจะไม่ค่อยชอบกินผักสักเท่าไหร่นัก

เด็กวัยนี้เป็นวัยที่กำลังยืดตัวอาจมองดูเหมือนผอมไป ถ้าน้ำหนักตัวของเขาขึ้นตามเกณฑ์ คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลอยากให้ลูกอ้วนหรอกค่ะ เพียงแค่ดูแลเรื่องขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว อาหารหวาน และน้ำอัดลมไว้ให้ดี อย่าให้เขากินบ่อยและกินมาก ลูกจะได้ไม่เป็นโรคอ้วน

ในกรณีที่ลูกมีน้ำหนักอ้วนเกินอยู่แล้ว การหันมาปรุงอาหารด้วยวิธีนึ่ง ต้ม หรืออบแทนการทอดที่ใช้น้ำมันเยอะๆ ก็จะช่วยให้ลูกสามารถลดน้ำหนักได้ทีละเล็กละน้อย นอกจากนั้นควรสนับสนุนให้ลูกหันมาออกกำลังกายด้วย ซึ่งจะช่วยเผาผลาญพลังงานออกไปอีกทางหนึ่ง แถมยังเป็นการเสริมสร้างพลานามัยให้แข็งแรงด้วย

ได้รู้คำตอบจากนักโภชนาการอย่างนี้แล้ว คงช่วยไขข้อข้องใจต่างๆ ของคุณพ่อคุณแม่ที่เคยมีมา ให้ลดลงไปได้ไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ

เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย

"เด็กวัยนี้ควรกินตับอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือ 2 อาทิตย์ครั้งก็พอ ก็จะได้รับปริมาณแร่ธาตุที่พอเหมาะโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสะสมสารพิษที่ปน เปื้อนมาในตับอีกต่อไป”

"เรื่องการกินน้ำตาลกับการเกิดโรคสมาธิ สั้นยังไม่มีผลสรุปที่แน่ชัด แต่อย่างน้อย เรารู้ว่ากินน้ำตาลมากๆจะทำให้เป็นโรคฟันผุ โรคอ้วน และมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานในเด็ก"

"วันหนึ่งๆ เราไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2,400 มิลลิกรัม จึงขอแนะนำให้เด็กๆ กินซอสมะเขือเทศครั้งละประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ หรือครั้งละไม่เกิน 1 ซองเล็กๆ เท่านั้น"