Tuesday, April 5, 2016
มะม่วงผลไม้ตามฤดูกาล
Monday, April 4, 2016
Wednesday, March 30, 2016
โรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อน เป็นอีกโรคที่หลายๆคนที่ชอบทานตอนดึกๆเป็นกัน เพราะบางครั้งเลิกงาน หรือเสร็จภาระกิจที่ต้องทำกันตอนดึกๆ แล้วมีรู้สึกหิว ก้อต้องหาอะไรทาน แต่การที่เราทานอาหารดึกๆแล้วนอนนี่แหละทำให้เราเป็นกรดไหลย้อน มาดูกัน
คะว่ากรดไหลย้อนคืออะไร แล้วเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร
คือภาวะที่กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารไปยังหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยวสาเหตุของกรดไหลย้อน
- Hiatus hernia (คือโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นเข้าไปในกำบังลม)
- ดื่มสุรา
- อ้วน
- ตั้งครรภ์
- สูบบุหรี่
- อาหารรสเปรี้ยว เผ็ด อาหารมักดอง อาหารมัน อาหารย่อยยาก
- ทานอาหารมากจนอิ่มเกินไป
- ช้อกโกแลต กาแฟ น้ำอัดลม
- คนเครียด
- อาหารมัน ของทอด
- หอมกระเทียม
- มะเขือเทศ
อาการของกรดไหลย้อน
- อาการปวดเสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้มปี่ที่เรียกว่าร้อนใน (heart burn) บางครั้งอาจจะร้าวไปที่คอได้
- รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ
- กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ
- เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
- รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
- มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคอตลอดเวลา
- เรอบ่อย คลื่นไส้
- รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย
อาการทางกล่องเสียง และปอด
- เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้าหรือมีเสียงผิดปกติจากเดิม
- ไอเรื้อรัง
- ไอ หรือ รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน
- กระแอมไอบ่อย
- อาการหอบหืดแย่ลง
- เจ็บหน้าอก
- เป็นโรคปอดอักเสบเป็นๆหายๆ
- ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้กรดไหลย้อนได้มาก
- งดบุหรี่เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดกรดมาก และหูรูดอ่อนแรง
- ใส่เสื้อหลวมๆ
- ไม่ควรจะนอน ออกกำลังกาย หรือยกของหนักหลังออกกำลังกาย
- งดอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง
- งออาหารมันๆ อาหารทอด อาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ช้อกโกแลต ถั่ว ลูกอม เนย ไข่ เผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด
- รับประทานอาหารพออิ่ม
- หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ น้ำอัดลม เบียร์ สุรา
- นอนหัวให้สูงประมาณ 6-10 นิ้ว โดยหนุนที่ขาเตียง ไม่ควรใช้หมอนหนุนที่ศีรษะเพราะทำให้ความดันในช่องท้องสูง
- รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ
- ควรจะเข้านอนหรือเอนกายหลังจากรับประทานอาหารไปแล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
- ผ่อนคลายความเครียด
Friday, May 22, 2015
การงานที่ดี
Friday, December 26, 2014
ดูแลหัวใจกันเถอะ
Monday, December 22, 2014
Thursday, December 18, 2014
Wednesday, October 22, 2014
เยื่อตาอักเสบจากการเล่นสมาร์ทโฟน
Tuesday, October 14, 2014
Monday, June 16, 2014
ชีวิต สุขภาพ เวลา นาฬิกาทราย
Thursday, July 26, 2012
กินอย่างมีคุณค่า
Thursday, January 13, 2011
15 สัญญาณเตือน “อัลไซเมอร์” กำลังมา เยือน
จริงๆ แล้วอาการขี้หลงขี้ลืมก็มีกันอยู่ทุกคนค่ะ แต่ส่วนใหญ่สาเหตุจะมาจากการที่เราไม่มีสมาธิกับการทำสิ่งนั้นๆ จึงไม่ได้สนใจจดจำ หรือคิดทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกันทำให้สมาธิในการจดจำสั้นลง แต่ในปัจจุบันมีการสำรวจพบว่าเพราะความเครียด มลพิษ ปัญหาต่างๆ ที่เร่งเร้า และอายุที่เพิ่มมากขึ้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เรากลายเป็นคนขี้ลืม และนำไปสู่โรคความจำเสื่อมหรือ อัลไซเมอร์ได้เช่นกัน แต่อย่าชะล่าใจไปนะคะว่าการลืมของเราเป็นเพียงอาการเล็กน้อยเพราะความเครียด หรือความไม่ใส่ใจ เพราะจริงๆ มันอาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ร้ายแรงกว่านั้นก็ได้
เพื่อให้ คุณๆ ตั้งตัวรับโรคนี้ได้ทัน เรามาสำรวจตัวเองและคนรอบข้างจาก 15 สัญญาณที่เตือนว่าคุณอาจจะกำลังเข้าข่ายการเป็นอัลไซเมอร์กันดีกว่าค่ะ
1. หงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ เพราะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
2. การตัดสินใจแย่ลง เปลี่ยนใจง่าย เช่น ถ้ามีเซลล์แมนมาขายของที่หน้าบ้านก็จะซื้อทันทีซึ่งจะต่างจากแต่ก่อนที่จะ ไม่ซื้อของพวกนี้เลยหรือ ไม่ใช้จ่ายอะไรง่ายๆ ซึ่งข้อนี้มักจะนำไปสู่ปัญหาด้านการเงินด้วย คือใช้จ่ายแบบไม่คิด ใช้เงินโดยไม่คำนวณ ไม่มีการออมไว้เหมือนแต่ก่อน
3. งานหรือกิจกรรมอะไรที่เคยทำอยู่ประจำจะกลายเป็นงานที่ทำได้ยากขึ้น เช่น ลืมวิธีผูกเนคไท ลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า หรือถ้าจะทำไข่เจียวก็แตกไข่แตกเละคามือ ลืมปรุง หรือทอดโดยไม่ใส่น้ำมัน เป็นต้น
4. วางของผิดที่ผิดทาง เช่น เอากระเป๋าตังค์ไปใส่ไว้ในตู้เย็น เอาช้อนส้อมไปใส่ไว้ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิดและยังใช้ชีวิตปกติทั้งที่ข้าวของยังวางผิดที่
5. สับสนเรื่องเวลา โดยมักจะคิดว่าเวลาผ่านไปนานกว่าปกติ เช่น นั่งรอห้านาทีก็จะคิดว่านั่งรอมาห้าชั่วโมง หรือเพิ่งใส่เสื้อตัวเก่งไปแล้วเมื่อวาน แต่คิดใส่เสื้อตัวนั้นไปเมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน เป็นต้น
6. สื่อสารกับคนอื่นยากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการพูด มักจะเรียงลำดับคำผิด ใช้คำผิด พูดผิด หรือคิดไม่ออกว่าจะใช้คำว่าอะไร จะพูดว่าอะไร
7. เดินออกไปข้างนอกอย่างไม่มีจุดหมาย มักจะเดินออกไปที่ไหนซักที่โดยไม่รู้ว่าจะไปทำไม ไปทำอะไร
8. ทำกิจกรรมบางอย่างแบบมีเหตุผลและซ้ำๆ เช่น เดินไปเปิดตู้เย็นแล้วก็ปิดทันทีโดยที่ไม่ได้อยากหยิบอะไร พอเดินกลับมานั่งก็จะลุกขึ้นไปเปิดและปิดแบบเดิมอีกซ้ำๆ
9. ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ทั้งเรื่องการตัดผม ตัดเล็บ หวีผม หรือลืมแม้กระทั่งว่าตื่นมาจะต้องล้างหน้าแปรงฟัน
10. แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พูดหรือทำในสิ่งที่โดยปกติจะไม่พูด เช่น พูดว่าคนอื่นว่าอ้วนออกมาตรงๆ เพราะขาดความคิดในการชั่งใจหรือตัดสินใจว่าอะไรถูกหรือผิดเหมือนตอนที่ยัง ไม่เริ่มมีอาการ
11. รู้สึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา หรือมักจะชอบคิดว่าตัวเองเห็นใครหรืออะไรคอยซุ่มดูตัวเองอยู่ หรือกลัวคนจะมาทำร้ายตลอดเวลา
12. นอนหลับยาก กระสับกระส่ายในตอนกลางคืนมากกว่าแต่ก่อน
13. ถอยห่างออกมาจากครอบครัว เพื่อน รวมไปถึงกิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำ เช่น ไม่พูดคุยกับใคร ไม่เล่นกีฬาที่เคยเล่นประจำทุกวัน เป็นต้น
14. ชอบทำพฤติกรรมเหมือนเด็กๆ เช่น งอแงเมื่อไม่ได้ดั่งใจ หรือดีใจเกินกว่าเหตุถ้าได้ของที่ต้องการ
15. พูดจาและแสดงอาการก้าวร้าว เช่น พูดว่าหรือด่าทอคนอื่น ทั้งที่แต่ก่อนไม่มีพฤติกรรมอย่างนี้มาก่อน
นี่เป็นเพียงวิธีสังเกต อาการเพียงเบื้องต้นที่เราสามารถสำรวจได้ด้วยตัวเองค่ะ แล้วถ้าใครมีอาการข้างต้นเกินกว่า 5 ข้อขึ้นไปก็ต้องพิจารณาตัวเองได้แล้วนะคะว่าอาจจะเข้าข่ายโรคอัลไซเมอร์ และทางที่ดีคือลองไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการเพิ่มเติมจะดีที่สุดค่ะ เพราะโรคนี้ไม่มีทางรักษาและเราสามารถป้องกันหรือชะลอให้มันเกิดช้าลงได้ค่ะ
เรื่องโดย : momypedia
Friday, March 12, 2010
สุข นี้..สร้างได้แต่ในบ้าน
12 วิธีสร้างสุขทำได้ง่ายจัง
2. ปลูกต้นไม้สักต้นในวันที่ลูกเกิดหรือครบรอบแต่งงาน
3. เป็นผู้ใหญ่คนแรกที่กระโดดลงสระน้ำ หรือนำเด็กๆลุยไปในทะเล
ฮีโร่ในใจลูกแท้ๆเทียว
4. อุ้มและกอด ลูกทุกครั้งที่มีโอกาส
5. บอกลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่า ชีวิตพ่อแม่มีความหมายเพียงใดที่มี
ลูกมาอยู่ด้วย
6. สร้างความสงบในบ้าน..และพยายามรักษามันไว้
7. ทิ้งโน้ต "ฉันรักเธอ" มากเพียงใด ในกระเป๋าเสื้อของสุดที่รัก ก่อนที่เขา(เธอ)
จะเดินทางไกล
8. บอกรักสมาชิกในครอบครัว ทุกครั้งที่ต้องไปค้างแรมที่อื่น
9 เป็นฝ่ายขอโทษลูกบ้าง เมื่อทำไม่ถูก ชีวิตจะมีความหมายขึ้นอีกอักโข
10. บอกพ่อของลูกว่า "วันนี้ลูกบ่นคิดถึงพ่อจังเลย"
12. คืนนี้นอนชมดาว แล้วอธิษฐานร่วมกัน
เราอาจขาดแคลนหลายสิ่งหลายอย่างได้ แต่อย่าขาดแคลนรอยยิ้ม
อ้อมแขนที่โอบกอด และรอยจูบ เพราะสิ่งเหล่านี้คือดวงอาทิตย์ของบ้าน
จาก:
Tuesday, February 23, 2010
โภชนาการในเด็ก
เราเคยได้ยินได้ฟังความคิด ความเชื่ออะไรบางอย่างเกี่ยวกับอาหารการกินที่บอกต่อๆกันมา บางครั้งความเชื่อที่ว่านี้ก็ถูกบ้างผิดบ้าง เช่น กินน้ำมะพร้าวแล้วลูกจะผิวขาวสวย หรือถ้าเป็นแผลไม่ควรกินไข่ ฯลฯ แล้วความเชื่อไหน หรือคำบอกเล่าไหนที่ถูกต้องล่ะ รศ.ดร. ประไพศรี ศิริจักรวาล รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จะช่วยไขข้อข้องใจนี้ให้กระจ่างค่ะ
ความ เชื่อที่ว่า
กินตับมากจะมีสารพิษสะสมในร่างกายมากตามไปด้วย
ความจริงแล้ว
จริงๆ แล้วตับก็ทำหน้าที่เหมือนกับโรงงานกำจัดของเสีย แต่ถ้าเรากินของเสียเข้าไปมากๆ โรงงานจะกำจัดของเสียไม่ทัน ส่งผลให้ของเสียนั้นๆ เป็นพิษต่อตับ ตรงกันข้ามถ้าของเสียนั้นๆ เข้ามาทีละน้อย ตับของเราก็สามารถกำจัดได้ทัน ดังนั้นของเสียที่ว่าจึงไม่สามารถทำอันตรายกับร่างกายเราได้
อาหารประเภทตับเป็นแหล่งรวมวิตามิน A และธาตุเหล็ก ซึ่งถ้ากินในปริมาณพอเหมาะร่างกายเด็กจะสามารถสะสมแร่ธาตุดังกล่าวได้ ซึ่งนักโภชนาการจะแนะนำให้เด็กกินตับอาทิตย์ละ 1 ครั้งและครั้งหนึ่งประมาณ 1 ช้อนโต๊ะหรือ 3 ชิ้นบางๆ ก็เพียงพอแล้ว (ตับไก่จะมีวิตามิน A ค่อนข้างสูง และเหมาะกับเด็กเล็กๆ เพราะบดง่ายสามารถคลุกไปในข้าวได้เลยค่ะ)
แต่ถ้า เด็กคนไหนมีภาวะโภชนาการดีอยู่แล้ว การกินตับ 2 อาทิตย์ครั้งหนึ่งก็นับว่าเพียงพออีกเหมือนกัน เพราะถ้ากินในปริมาณนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องสารพิษที่อาจสะสมในร่างกายของลูก
ความเชื่อที่ว่า
กินอาหารที่มีน้ำตาลมากๆ เช่น เค้ก ลูกอม ช็อกโกแลตจะทำให้ลูกเป็นโรคสมาธิสั้นได้
ความจริงแล้ว
การกินอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล กับการเกิดภาวะสมาธิสั้นเป็นเรื่องที่ศึกษากันมานานประมาณเกือบ 20 ปีแล้ว แต่การศึกษาที่มีมาทั้งหมดจะมีทั้งเห็นผลและไม่เห็นผล และบางการศึกษาก็พบว่า ไม่มีความแตกต่างในพฤติกรรมระหว่างเด็กที่ดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาล กับเด็กที่ดื่มเครื่องดื่มชนิดไม่เติมน้ำตาล
นอกจากนั้นเมื่อเร็วๆ นี้มีงานศึกษาจากมหาวิทยาลัยในอเมริกา พบว่าถ้าลดปริมาณการกินน้ำตาลในสถานกักกันลง อัตราการทะเลาะวิวาทกันในที่ดังกล่าวกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงมีบทสรุปออกมาว่าน้ำตาลอาจจะมีผลทำให้คนก้าวร้าวมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถสรุปได้อยู่ดีว่าตกลงน้ำตาลมีผลทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิ สั้นและมีความก้าวร้าวหรือไม่
อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัวแล้วอยากให้คุณพ่อคุณแม่หันไปสนใจเรื่องการกินน้ำตาลกับการเกิด โรคอ้วน และฟันผุเสียมากกว่า เพราะขณะนี้พบว่าเด็กไทยมีเปอร์เซ็นต์ฟันผุสูงมาก ในกลุ่มกุมารแพทย์จึงได้มีการรณรงค์เรื่อง "การลดการบริโภคน้ำตาลในเด็ก" โดยเริ่มจากนม และในเครื่องดื่มต่างๆ ก่อน เพราะการลดน้ำตาลก็เท่ากับการลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคอ้วน รวมทั้งฟันผุในเด็ก เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ลูกลดอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล ขออย่าคิดว่าเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้นเท่านั้น แต่อยากให้มองสุขภาพโดยรวมมากกว่าค่ะ
ความ เชื่อที่ว่า
กินซอส มะเขือเทศจิ้มกับขนมขบเคี้ยว หรืออาหารว่างจำพวกไก่ทอด มันฝรั่งทอด หรือกินซอสถั่วเหลืองปรุงรสกับอาหารกินเล่นในปริมาณมากจะเป็นอันตรายกับเด็ก ได้
ความ จริงแล้ว
ในซอส มะเขือเทศจะมีสารแคโรตินอยด์ที่ดีสำหรับสุขภาพเพราะเป็นสารต้านปฏิกิริยา อนุมูลอิสระ (สารที่ป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกโจมตี หรือถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ และชะลอภาวะการเสื่อมของเซลล์ก่อนวัยอันควร) แต่ทั้งซอสมะเขือเทศ และซอสปรุงรสจะมีส่วนผสมที่ไม่เป็นประโยชน์กับร่างกายนั่นก็คือ "โซเดียม” อยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้นถ้ากินมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้
ตามหลักโภชนาการแล้ว วันหนึ่งๆ เราไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2,400 มิลลิกรัม จึงขอแนะนำให้เด็กกินซอสมะเขือเทศครั้งละประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ (1 ช้อนโต๊ะจะมีโซเดียมประมาณ 100 มิลลิกรัม) หรือครั้งละไม่เกิน 1 ซองเล็กๆ เท่านั้น บางคนอาจจะมองว่าการกินซอสมะเขือเทศตามปริมาณที่แนะนำเท่ากับมีโซเดียมอยู่ ประมาณ 100 มิลลิกรัม/ 1 ช้อนโต๊ะเท่านั้น แต่อย่าลืมว่าในมื้ออาหารหนึ่งๆเรามักเติมน้ำปลา หรือเกลือ หรือซอสปรุงรสเข้าไปในอาหารด้วย และในน้ำปลาเองนั้นจะมีปริมาณโซเดียมอยู่ถึง 1,000 มิลลิกรัม/1 ช้อนโต๊ะ และซอสปรุงรสเองก็มีปริมาณโซเดียมอยู่ถึง 1,000 มิลลิกรัม/ 1 ช้อนโต๊ะเช่นเดียวกัน
ถ้าเราลองรวมปริมาณการใช้ซอสปรุงรส น้ำปลา และซอสมะเขือเทศเข้าด้วยกัน ภายในหนึ่งวันรับรองได้ว่า เราและลูกของเราจะกินโซเดียมในปริมาณที่มากเกินกว่ากำหนดมาตรฐานแน่ ซึ่งผลร้ายคงไม่ได้เกิดขึ้นแบบปุบปับหรอกนะคะ แต่จะเป็นอันตรายที่สะสมไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดอาจทำให้เราและลูกของเรากลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไตได้ เพราะไตต้องทำงานหนักในการขับโซเดียมออกจากร่างกายนั่นเอง
ความ เชื่อที่ว่า
น้ำ สมุนไพรที่ว่ามีประโยชน์กับสุขภาพเรา แต่สำหรับเด็กแล้วจะเป็นโทษมากกว่า
ความ จริงแล้ว
น้ำ สมุนไพร เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำกระเจี๊ยบ ฯลฯ ล้วนมีประโยชน์ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่จะได้เกินมาก็คือ น้ำตาล ถ้าดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ น้ำมะตูมโดยไม่ใส่ หรือใส่น้ำตาลน้อยที่สุดจะเป็นการดีมาก ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับว่าเราหรือลูกของเรากำลังกินน้ำตาลเข้าไปแทนที่จะเป็น น้ำสมุนไพรค่ะ
อย่างเช่นน้ำสมุนไพร 1 แก้ว (ปริมาณ 200 มิลลิลิตร) จะมีน้ำตาล 20 กรัม (ประมาณ 5 ช้อนชา) ซึ่งถือว่าเยอะมาก ถ้าเผอิญลูกเราดื่มน้ำสมุนไพรที่มีน้ำตาล 20 กรัม แต่ดื่มสัก 2 แก้ว นั่นเท่ากับว่าเราให้ลูกกินน้ำตาลเข้าไปแล้ว 40 กรัม หรือน้ำตาลจำนวน 10 ช้อนชา ซึ่งที่จริงแล้ว ลูกไม่ควรกินน้ำตาลเกินวันละ 4 ช้อนชาค่ะ
สรุปว่าหากน้ำสมุนไพรนั้นมีปริมาณน้ำตาลมาก ลูกก็จะได้รับปริมาณน้ำตาลที่สูงมากด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย เพราะจะทำให้เกิดทั้งโรคอ้วน โรคฟันผุ และมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว
ความ เชื่อที่ว่า
เด็ก วัย 3-6 ปีกำลังเป็นวัยเจริญเติบโต ดังนั้นเขาสามารถจะกินอาหารในปริมาณมากเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่อ้วน
ความจริงแล้ว
ที่ บอกว่าเด็กวัยนี้กินเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่อ้วนนั้นเห็นจะไม่จริง เพราะช่วงที่เด็กกำลังเจริญเติบโต ร่างกายเขาจะแบ่งเซลล์ค่อนข้างมาก และถ้าเกิด FAT CELL ของเขามีจำนวนมาก ต่อไปถ้าเราอยากให้เขาลดน้ำหนัก FAT CELL ของเขาก็แค่เหี่ยวตัวลง ทำให้ลูกดูผอมลง แต่ขณะเดียวกันถ้าลูกของเราเกิดกินอะไรมากๆ ขึ้นมาอีก จำนวน FAT CELL ที่เคยมีอยู่ ก็จะทำให้ลูกกลับมาอ้วนได้เร็วขึ้นค่ะ
เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรระวังลูกไม่ให้อ้วนตั้งแต่เล็กๆ เพราะการจะลดน้ำหนักให้เด็กอ้วนเป็นเรื่องที่ลำบากอยู่พอสมควร ผู้ใหญ่อย่างเราๆอาจจะลดน้ำหนักด้วยการลดปริมาณอาหารและกินผักเพิ่มขึ้น แต่สำหรับเด็กส่วนใหญ่แล้วเขาจะไม่ค่อยชอบกินผักสักเท่าไหร่นัก
เด็กวัยนี้เป็นวัยที่กำลังยืดตัวอาจมองดูเหมือนผอมไป ถ้าน้ำหนักตัวของเขาขึ้นตามเกณฑ์ คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลอยากให้ลูกอ้วนหรอกค่ะ เพียงแค่ดูแลเรื่องขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว อาหารหวาน และน้ำอัดลมไว้ให้ดี อย่าให้เขากินบ่อยและกินมาก ลูกจะได้ไม่เป็นโรคอ้วน
ในกรณีที่ลูกมีน้ำหนักอ้วนเกินอยู่แล้ว การหันมาปรุงอาหารด้วยวิธีนึ่ง ต้ม หรืออบแทนการทอดที่ใช้น้ำมันเยอะๆ ก็จะช่วยให้ลูกสามารถลดน้ำหนักได้ทีละเล็กละน้อย นอกจากนั้นควรสนับสนุนให้ลูกหันมาออกกำลังกายด้วย ซึ่งจะช่วยเผาผลาญพลังงานออกไปอีกทางหนึ่ง แถมยังเป็นการเสริมสร้างพลานามัยให้แข็งแรงด้วย
ได้รู้คำตอบจากนักโภชนาการอย่างนี้แล้ว คงช่วยไขข้อข้องใจต่างๆ ของคุณพ่อคุณแม่ที่เคยมีมา ให้ลดลงไปได้ไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ
เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย
"เด็กวัยนี้ควรกินตับอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือ 2 อาทิตย์ครั้งก็พอ ก็จะได้รับปริมาณแร่ธาตุที่พอเหมาะโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสะสมสารพิษที่ปน เปื้อนมาในตับอีกต่อไป”
"เรื่องการกินน้ำตาลกับการเกิดโรคสมาธิ สั้นยังไม่มีผลสรุปที่แน่ชัด แต่อย่างน้อย เรารู้ว่ากินน้ำตาลมากๆจะทำให้เป็นโรคฟันผุ โรคอ้วน และมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานในเด็ก"
"วันหนึ่งๆ เราไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2,400 มิลลิกรัม จึงขอแนะนำให้เด็กๆ กินซอสมะเขือเทศครั้งละประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ หรือครั้งละไม่เกิน 1 ซองเล็กๆ เท่านั้น"









