Monday, April 12, 2010

วัยรุ่นสมาธิสั้นเป็นอย่างไร

เดี๋ยวนี้โรคที่ผู้ปกครองทั้งหลายรู้จักชื่อกันดีและนิยมรีบ พามาตรวจกับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นมากที่สุดคือโรคสมาธิสั้นกับโรคออทิสติก ซึ่งการรวบรวมข้อมูลในประเทศไทย พบว่าสองโรคนี้รวมกันมีความชุกในเด็กมากกว่าร้อยละ 10 และผู้ปกครองของวัยรุ่นหลายคนก็ได้รับรู้ไปด้วยว่าลูกของตนมีอาการอย่างนั้น ตอนเด็กๆ ก็เลยพามาตรวจด้วยซะเลย เผื่อจะยังเป็นอยู่ ซึ่งวันนี้จะเล่าถึงอาการของโรคสมาธิสั้นในวัยรุ่นหลายๆ รูปแบบที่หมอเจอในประสบการณ์การทำงานนะคะ
เอ็ม อายุ 15 หน้าตาหงุดหงิด มากับคุณแม่สาวสวยหน้าเศร้า เขาบอกว่าแม่ให้ตำรวจไปจับเขามาจากร้านเกมทำให้เขาเสียหน้ามาก คุณแม่บอกว่าจำเป็นต้องทำเพราะเขาไม่เข้าโรงเรียนมาเป็นเดือนแล้วและญาติที่ เป็นหมอบอกว่าจำเป็นต้องบังคับรักษา เอ็มเรียนไม่เก่ง เอาแต่ใจ ใช้เงินไม่ยั้ง ขับรถเร็ว สูบบุหรี่ และโกหกตลอด แม่กลัวลูกจะเสียอนาคต

เอ หนุ่มหล่ออายุ 16 มาหาหมอกับแม่ครั้งแรกบอกเองเลยว่าตัวเองเป็นคนขอให้แม่พามาเพราะสงสัยว่า ตัวเองเป็นอะไรถึงสมาธิสั้นกว่าเพื่อนๆ เอสังเกตุว่าตอนที่โรงเรียนให้นั่งสมาธิหลับตา เออึดอัดมาก และต้องลืมตาก่อนใครๆทุกครั้ง เอจึงมีโอกาสเห็นว่าคนอื่นๆนั่งนิ่งได้อย่างไม่เห็นจะยากตรงไหน เขารู้สึกอยากรู้จริงๆว่าเขามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

ปิ่น สาวสวยปีหนึ่งอายุ 17 จากมหาวิทยาลัยหนึ่งที่แสนจะโรแมนติก มาหาหมอเองด้วยสีหน้าเศร้า เธอเพิ่งเลิกกับเพื่อนชายแสนดีที่บอกเธอว่าเขาทนเสียใจกับเธอไม่ไหวแล้วจึง ขอแยกทาง เธอเล่าว่าเธอก็เสียใจไม่แพ้กันที่ทำให้เขาน้อยใจ และโกรธเสมอๆเพราะเธอใจลอยบ่อยๆ เวลาคุยกัน และมักลืมนัดกับเขาเสมอ เขาคิดว่าเธอไม่ใส่ใจและชอบแก้ตัว แต่เธอยืนยันว่าเธอพยายามแล้วทำไม่ได้จริงๆ เธออยากความจำดีและไม่ใจลอย

เปา หนุ่มสมาร์ทร่างใหญ่จากคณะวิศวะ มากับพ่อแม่ซึ่งเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ต้องการจะปรึกษาเรื่องการย้ายมหาวิทยาลัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่กังวลว่าเขาย้ายมาแล้วหนึ่งครั้งและจะย้ายอีกเป็นเพราะอะไร เท่าที่คุยกันมายังงงๆเลยคิดว่าอยากให้จิตแพทย์ช่วยวิเคราะห์ที เพราะไม่อยากให้ลูกเสียเวลาอีกแล้ว เขาไม่เคยมีปัญหาการเรียนในสมัยอยู่ในโรงเรียนเลย พ่อแม่คาดว่าเป็นเพราะไม่ต้องบริหารจัดการเวลา และไม่มีอะไรให้ย้ายไปมาแบบในมหาวิทยาลัย
สรุปว่าพฤติกรรมที่ควรสงสัยว่าวัยรุ่นจะเป็นโรคสมาธิสั้นมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆซึ่งเป็นอาการของการขาดความสามารถทั้งในการควบคุมสมาธิ การควบคุมการเคลื่อนไหว และการควบคุมอารมณ์ คือ

1.
อาการสมาธิบกพร่อง เช่น ขี้ลืม ทำของหายบ่อย เบื่อง่าย ขี้เกียจ ขาดความอดทนพากเพียรที่จะทำงานที่ต้องใช้สมาธิให้สำเร็จ เลือกทำแต่สิ่งที่ชอบ สนุกสนานหรือไม่ต้องใช้สมาธิ เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หลีกเลี่ยงที่จะเขียนหนังสือหรือทบทวนบทเรียน เปลี่ยนความสนใจบ่อย มักทำงานที่เริ่มต้นไว้ไม่เสร็จและเสร็จแล้วก็ไม่ตรวจทานให้รอบคอบ บางคนอาจเหม่อลอยหรือฝันกลางวันบ่อยๆ ผลงานมักออกมาไม่ดีเท่าที่ควรทั้งที่มีสติปัญญาที่จะทำได้ดีกว่านั้น

2.
อาการอยู่ไม่นิ่ง เช่น ยุกยิกเวลาอยู่กับที่ กัดเล็บ ขีดเขียนหรือวาดรูปเลอะเทอะในสมุดเรียน ชอบทำกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหว อึดอัดเวลาไม่มีอะไรทำ พูดมาก

3.
อาการใจร้อน หุนหันพลันแล่น เช่น หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห อดทนรอคอยได้ยาก พูดโพล่งหรือพูดแทรก ทำอะไรไม่วางแผนล่วงหน้า ไม่คิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทำอะไร มักมีปัญหากับคนรอบข้าง ขับรถเร็ว ชอบทำสิ่งที่ตื่นเต้นท้าทาย เก็บข้าวของไม่เป็นระเบียบ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาการของวัยรุ่นแต่ละคนก็แตกต่างกันไปได้ขึ้นกับความ รุนแรงและอาการเด่นของคนคนนั้น พื้นอารมณ์ บุคลิกภาพ การปรับตัว และการดูแลช่วยเหลือที่ได้รับจากคนรอบข้างตั้งแต่วัยเด็ก และวัยรุ่นบางคนยังมีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะการเรียนรู้บกพร่อง ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า ดื้อ เกเร เป็นต้น
คนที่เป็นโรคนี้ได้รับการยืนยันแน่ชัดว่ามีสมองทำงานผิดปกติในหลายๆ ส่วน ทั้ง brain stem, frontal lobe, basal ganglia, cerebellum และ corpus callosum ซึ่งปัจจัยที่พบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดความผิดปกตินี้คือ พันธุกรรม การที่มารดามีปัญหาขณะตั้งครรภ์ การที่มารดาใช้สารเสพติดรวมทั้งบุหรี่ และอาจเกี่ยวข้องกับอาหารและวิตะมินบางตัวด้วย ส่วนการเลี้ยงดูที่ไม่มีวินัย การดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมไม่ใช่สาเหตุโดยตรงเพียงแต่เป็นเหตุกระตุ้นให้มี พฤติกรรมที่เป็นปัญหามากขึ้นเท่านั้น

มีการวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่ายาหลายประเภทสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่า นี้ให้ดีขึ้นได้ แต่ควรจะฝึกปรับพฤติกรรมด้านต่างๆด้วย เพราะยาช่วยให้สมองพร้อมที่จะเชื่อฟังตัวเรา แต่นิสัยหลายอย่างที่เราบกพร่องอยู่ก็จำเป็นสำหรับความสำเร็จนะคะ


ขอบคุณมัมมี่พีเดียคะ

Wednesday, April 7, 2010

ท่อน้ำตาลูกตัน ทำอย่างไรดี !


ท่อน้ำตาตัน หลายๆคนคงเคยได้ยินโรคนี้กันนะคะ ดิฉันประสบมากับตนเอง เพราะลูกชายคนเล็กเป็นอยู่คะ ตอนนี้เค้าก้อ 5 เดือนแล้ว แต่ยังเป็นไม่หายเลย ต้องรีบไปพบจักษุแพทย์แล้วคะ เจอบทความด้านล่างน่าสนใจมากเลยต้องรีบเอามาเก็บไว้ในนี้คะ

ภาวะท่อน้ำตาอุดตันในเด็กเป็นปัญหาที่พบ บ่อยมาก โดยพบได้อย่างน้อย 6 เปอร์เซ็นต์ของทารกแรกเกิด ลักษณะอาการโดยทั่วไป เด็กจะมีตาแฉะ น้ำตาไหลมาก ทั้งๆที่ไม่ได้ร้องไห้ ซึ่งในตอนแรกอาการตาแฉะจะมีเพียงน้ำตาใสๆ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะพบว่าเด็กบางคนจะเริ่มมีขี้ตาเป็นสีเขียวมากขึ้น ซึ่งแสดงว่ามีเชื้อโรคเข้าไปและเกิดอาการติดเชื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้คุณพ่อหรือคุณแม่จะสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ลูกน้อยอายุ 2-3 สัปดาห์หลังคลอด

"พังผืด" ที่มาของการอุดตัน

ก่อน อื่นคงต้องรู้จักลักษณะทางกายภาพของทางเดินท่อน้ำตากันก่อน น้ำตาคนเราจะมีการหลั่งออกมาจากต่อมน้ำตาตลอดเวลาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ ดวงตา น้ำตาที่ออกมานี้จะถูกปั๊มเข้าถุงทางเดินน้ำตา โดยการกะพริบตาแล้วน้ำตาก็จะไหลลงท่อน้ำตาซึ่งเปิดเข้าในจมูก(ถ้าสังเกตดูจะ พบว่าเวลาเราหยอดตาแล้วรู้สึกขมๆในคอ)

โดย ส่วนใหญ่เด็กทารกที่มีท่อน้ำตาอุดตันมักเกิดจากมีแผ่นพังผืดปิดบริเวณปลายรู เปิดท่อน้ำตาในจมูก เมื่อมีแผ่นพังผืดปิดที่รูเปิดของท่อน้ำตาในจมูก จะทำให้น้ำตาขังเอ่อเข้าไปในลูกตา และเอ่อออกมาบริเวณดวงตาของเด็กในที่สุด

โดยตามธรรมชาติแล้ว ภาวะท่อน้ำตาอุดตันมักจะมีอาการดีขึ้นเองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย แต่ก็มีกรณีที่เป็นแล้วไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง อาการที่เป็นอยู่ก็ไม่สามารถหายได้เอง เหล่านี้จะทำให้น้ำตาที่ขังอยู่ในตานานๆมีเชื้อโรคมาเจริญเติบโต เกิดการติดเชื้อบริเวณทางเดินน้ำตา ซึ่งอาจลุกลามต่อไป เข้าไปในเยื่อบุตา และกระจกตา ทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบและกระจกตาอักเสบได้

น้ำตามาก สัญญาณโรคของ "ดวงตา"

แม้ลักษณะของภาวะที่เด็กมีน้ำตาขังอยู่ในตามากจะ เป็นสัญญาณบอกถึงอาการของท่อน้ำตาอุดตัน แต่ก็ไม่ใช่อาการบ่งชี้แค่เพียงโรคนี้เท่านั้นนะครับ เพราะการที่เด็กมีน้ำตามากอาจเกิดจากเยื่อบุตาอักเสบ กระจกตามีรอยถลอก กระจกตาอักเสบ มีเศษผงหรือสิ่งแปลกปลอมในตาหรือภาวะต้อหินในเด็กแรกเกิดก็เป็นได้ โดยเฉพาะภาวะต้อหินนี้นับว่าเป็นอาการที่รุนแรงเพราะหากเกิดในเด็กทารก แล้วจะมีผลทำให้ความดันภายในลูกตาสูงมาก เด็กจะมีอาการกระจกตาบวม และมีน้ำตาไหลมาก ซึ่งภาวะดังกล่าวถ้าทิ้งไว้ไม่ทำอะไร อาจตาบอดได้ ฉะนั้นถ้าลูกน้อยมีอาการเคืองตา น้ำตาไหลมาก ควรรีบพามาพบจักษุแพทย์ครับ

ยังมีภาวะท่อน้ำตาอุดตันอีกชนิดหนึ่งซึ่งนอกจาก จะมีการอุดตันบริเวณรูเปิดในจมูกแล้วยังมีการอุดตันของท่อน้ำตาก่อนเข้าถุง ทางเดินน้ำตา ซึ่งภาวะนี้เรียกว่า Mucocele ของถุงน้ำตา มักพบในเด็กแรกเกิด ซึ่งนอกจากจะมีอาการน้ำตามากแล้วยังจะมีก้อนนูนสีออกน้ำเงินบริเวณหัวตาด้าน ข้างจมูก ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปพบจักษุแพทย์ซึ่งจะให้การรักษาด้วยวิธีนวด บริเวณหัวตาร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะหยอดและป้ายตา ถ้าไม่ดีขึ้นมักต้องใช้แท่งโลหะ(Probe)แทงเพื่อเปิดรูท่อน้ำตา

ช่วยลูกได้ด้วยสองมือพ่อแม่

ส่วนใหญ่แล้วภาวะท่อน้ำตาอุดตันมักมีอาการดีขึ้น เองได้เมื่อทารกอายุได้ประมาณ 1 ปีดังที่ได้กล่าวไปแล้วเบื้องต้น เพราะฉะนั้นการรักษาโดยทั่วไปจักษุแพทย์มักจะแนะนำให้คุณพ่อหรือคุณแม่นวด บริเวณหัวตา ซึ่งเป็นตำแหน่งของถุงทางเดินน้ำตา

การนวดนี้เพื่อเป็นการเพิ่มความดันภายในท่อน้ำตา ซึ่งจะดันให้แผ่นพังผืดซึ่งปิดบริเวณรูเปิดในจมูกเปิดออก นอกจากการนวดแล้วแพทย์ก็มักจะให้ยาปฏิชีวนะหยอดและป้ายตาด้วย

การนวดบริเวณหัวตาต้องนวดบ่อยๆ วันหนึ่งทำหลายๆครั้ง ถ้าวิธีการนวดหัวตาร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ผล จักษุแพทย์จะใช้แท่งโลหะ(Probe)ใส่ไปในท่อน้ำตาเพื่อเปิดท่อน้ำตาที่อุดตัน ให้เปิดออก ซึ่งถ้าไม่ได้ผลและเด็กยังมีอาการอยู่ จักษุแพทย์มักจะลองให้แท่งโลหะขยายท่อน้ำตาซ้ำอีก 2-3 ครั้ง ร่วมกับการหักกระดูกอ่อนในโพรงจมูก ถ้ายังไม่ได้ผลอีก จักษุแพทย์จะต้องใช้ท่อซิลิโคนคาไว้ในท่อน้ำตา หรือใช้บอลลูนใส่ในท่อน้ำตาแล้วขยายท่อน้ำตา ถ้าทุกวิธีที่กล่าวมาไม่ประสบความสำเร็จ มักลงท้ายด้วยการผ่าตัดเปิดท่อทางเดินน้ำตาบริเวณถุงทางเดินน้ำตาให้มีทาง ติดต่อเข้าไปในจมูก เพื่อให้น้ำตาไหลผ่านเข้าจมูกได้ครับ

การ ใช้แท่งโลหะ(Prob)ขยายท่อน้ำตานั้น ก่อนที่จะใส่แท่งโลหะ(Prob) เข้าไปจักษุแพทย์ก็มักจะใช้ยาหยอดหรือในบางรายก็จะใช้การดมยาสลบให้แก่เด็ก ก่อน ส่วนการผ่าตัดอื่นๆเรามักทำในเด็กที่ได้รับการดมยาสลบเพื่อที่เด็กจะได้ไม่ รู้สึกเจ็บครับ

ความจริงแล้ว โรคท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก ถึงแม้จะป้องกันไม่ได้แต่สามารถรักษาให้หายได้ และก็ไม่ได้เป็นโรคที่รุนแรงอะไร คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งกังวลไปครับ วิธีการที่จะดูแลก็อย่างที่แนะนำไปแล้ว ซึ่งเบื้องต้นคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถดูแลด้วยตัวเองได้ เพียงแต่สิ่งสำคัญคือควรจะรีบพาลูกมาพบจักษุแพทย์เพื่อที่จะได้รับคำแนะนำ ที่ถูกต้องถึงวิธีการปฏิบัติโดยเฉพาะการนวดบริเวณหัวตา ไม่ควรไปหัดทำเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเด็ดขาด

หมอ ขอย้ำว่า แม้โรคนี้จะไม่ร้ายแรง แต่ก็ควรได้รับการปรึกษาจากจักษุแพทย์นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นว่าเจ้าตัวเล็กมีน้ำตาเอ่อในดวงตาก็ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อจะได้วินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมและถูกต้องต่อไป ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ลูกมีสุขภาพของดวงตาที่สมบูรณ์ยังไงละครับ

ขอบคุณ มัมมี่พีเดียมากคะ


Friday, April 2, 2010

Easy Fit After Work

1. Put Your Feet Up: การได้นั่งยกเท้าขึ้นวางบนเก้าอี้หรืออะไรที่สูงจากพื้นหน่อย พร้อมกับดื่มเครื่องดื่มที่ถูกใจ จะช่วยให้การไหลเวียนกลับของเลือดบริเวณปลายเท้าและน่องดีขึ้น คุณแม่จะรู้สึกถึงการผ่อนคลายได้อย่างง่ายดาย

2. Home Foot Spa: เอากะละมังใบเหมาะขนาดวางเท้าทั้งสองได้สบายๆ ใส่น้ำอุ่นๆ หยดน้ำมันหอมๆ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นกุหลาบ หรือถ้าจะโรยกลีบกุหลาบหรือลอยดอกมะลิก็ไม่ว่ากัน แช่เท้าสักพักในน้ำอุ่นๆ ขณะแช่น้ำก็ขยับปลายเท้านิ้วเท้าไปเรื่อยๆ ยิ่งดีใหญ่

3. Neck Excercise: พอสบายเท้าแล้วก็มายืดคลายเนื้อต้นคอกัน คุณแม่นั่งสบายๆ เอามือทั้งสองประสานแล้วมาวางที่ศีรษะเหนือท้ายทอย ค่อยๆ กดมือพร้อมกับก้มศีรษะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หายใจเข้าออกลึกๆ พร้อมกับนับ 1-10 แล้วเงยหน้าขึ้นช้าๆ ท่านี้จะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้นจากการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อต้นคอ ต่อไปยังคงวางมือประสานกันที่เหนือท้ายทอยดังเดิม แต่พยายามดันศีรษะต้านแรงกับมือที่ทิ้งน้ำหนักบนศีรษะ นับ 1-10

4. Twist...Left & Right: ท่าสุดท้ายคุณแม่ลุกขึ้นยืนหลังตรงแยกปลายเท้าพอสมควร มือวางที่บั้นเอว ค่อยๆ บิดตัวไปทางซ้ายแล้วกลับหันหน้าตรง บิดตัวทางขวาแล้วหันหน้าตรง ทำข้างละ 5 ครั้ง แล้วนั่งพักผ่อนตามอัธยาศัย อย่าลืมว่าควรพักสัก 15-20 นาที ก่อนจะลุกไปกินอาหารเย็น หรือจะพักนานกว่านั้นก็ได้ตามแต่สะดวก

ทำทุกท่าครบแล้วอย่าลืมการ ฝึกขมิบและการบริหารหน้าอกนะคะ การบริหารยิ่ง Fit & Firm ประโยชน์ล้นเหลือเชียวล่ะ

ขอบคุณบทความดีๆจาก momypedia คะ

เหตุผลของ เด็กก้าวร้าว


สิ่งที่เด็กสมัยก่อนได้เรียนรู้มากกว่าเด็กสมัยนี้ เช่น

1. การบังคับ เด็กๆ สมัยก่อนจะถูกบังคับมากจนอาจจะมากเกินไป แต่ก็ทำให้หลายๆ คนรู้จักวิธีบังคับและสามารถใช้วิธีนั้นกับตัวเองในเรื่องที่จำเป็นต้องทำ

2. การควบ คุม เด็กๆ ถูกควบคุมมากกว่าสมัยนี้อย่างเห็นได้ชัดกระดิกตัวไม่ค่อยได้ แต่ในที่สุดเมื่อเป็นอิสระจากการควบคุมของพ่อแม่ เด็กๆ กลับได้ทักษะในการควบคุมตัวเองติดมาด้วย

3. การอด กลั้น เด็ก ๆ ถูกห้ามไม่ให้แสดงความโกรธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ทั้งที่บางทีผู้ใหญ่ก็เป็นฝ่ายผิด แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ตอบโต้ ถูกหัดให้อดกลั้น จนข่มใจเป็น

4. ความอด ทน เด็กๆ ถูกกดดันให้ทำเรื่องยากๆ งานหนักๆ สารพัดทั้งการบ้าน ทั้งงานฝีมือ พ่อแม่ก็เหงื่อตกไปด้วย เคี่ยวกรำกันไปนานๆความลำบากก็กลายเป็นเรื่องที่ทนได้

ส่วนครอบครัวสมัยนี้เริ่มให้ความสำคัญกับ คุณสมบัติ สี่ประการที่กล่าวมาน้อยลง หันไปเน้นที่การแสดงออก การอำนวยความสะดวก ขาดการปลูกฝังคุณลักษณะทั้งสี่ข้อ เป็นทั้งกับบ้านที่ยากจนพ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงดูหรือบ้านที่ร่ำรวยแต่ไม่ ยอมหาเวลาดูแลลูก ซึ่งคุณลักษณะทั้งสี่นี้มีประโยชน์มาก

คุณลักษณะ ทั้งสี่ประการมีฐานรากตัวเดียวกัน คือ control พูดให้ชัดๆ ก็คือ self-control เริ่มสร้างได้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบครับ และต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ต้องมีการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา ต้องไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ถ้าเป็นคนที่เคร่งครัด บังคับตนเองมากเกินไปก็ไม่ดี แต่ถ้าไม่มีเลยก็ไม่ดียิ่งกว่า บทเรียนบทแรกของ self-control คือ การคุมกับ อึ ฉี่ เป็นครั้งแรกที่เด็กๆ ได้รู้ว่าฉันคุมได้และทำตามที่สังคมต้องการได้ด้วย ก่อนหน้านี้อาจจะมีความรู้สึกนี้บ้างจากการยืนเป็นและเดินได้ ถ้าพูดได้เด็ก ๆ อาจจะบอกว่า

“ไชโย เดินได้แล้ว” “เย้ ฉี่ลงส้วมแล้ว เหมือนพ่อเลย ๆ”

บท เรียนที่ยากที่สุดของ self-control เห็นจะเป็นความดื้อครับ เพราะเป็นความขัดแย้งระหว่าง “หนูอยาก” กับ “พ่อให้ไม่ได้” กลับไปดูคุณสมบัติสี่ข้อที่ว่าสิครับ ต้องใช้ชุดนั้นแหล่ะถึงจะจัดการปัญหานี้ได้ พอ “หนูอยาก” แต่ “พ่อไม่ให้” การอาละวาดก็เกิดขึ้น ตัวก้าวร้าวที่นอนสงบในร่างเด็กน้อย ก็ตื่นจากหลับลุกขึ้นควบคุมเจ้าตัวเล็ก ถ้าเราช่วยให้ลูกชนะตัวก้าวร้าวได้ มันก็จะแอบๆ ไปสักพักแล้วกลับมาใหม่ วันแล้ววันเล่าจนวันที่ลูกเป็นวัยรุ่นเจ้าตัวก้าวร้าวนี้จะโตเต็มที่ พร้อมๆ กับวัยฉกรรจ์ของลูก ยกนี้จะเป็นยกสุดท้าย ถ้าลูกชนะได้ตอนเป็นผู้ใหญ่ ตัวก้าวร้าวจะตัวเล็กกว่านี้ลูกจะชนะได้อีก

ถ้า ตอนเล็กเตรียมลูกมาดีก็ไม่ต้องใช้พลังมาก แต่ถ้าเตรียมมาไม่ค่อยดี ก็ขอให้ The force be with you จะใช้ดาบเลเซอร์ หรือหวายอาญาสิทธิ ก็เลือกเอานะครับ

ตัดมาจากบทความของคุณหมอนุ
ลงใน momypedia
ขอบคุณคะ

Friday, March 26, 2010

ขวบปีแรก วัยแห่งการเรียนรู้

ตั้งแต่ ลูกเริ่มเอื้อมมือคว้าได้ เดี๋ยวนี้เจออะไรเป็นต้องคว้าเข้าปากทุกที นี่แหละพัฒนาการขั้นสำคัญของหนู ที่พ่อกับแม่ต้องรู้และส่งเสริม

หยิบ เข้าปาก...เรื่องเรียนรู้ของวัยเบบี๋

ถ้าเห็นลูกวัย 6 เดือนที่เริ่มนั่งทรงตัวได้ดี แล้วเอื้อมคว้าของเข้าปาก...อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าลูกหิวเชียวนะคะ เพราะนั่นคือพัฒนาการในการเรียนรู้ ด้วยการสำรวจสิ่งใหม่ๆ รอบตัว

เพราะ เด็กขวบปีแรกเรียนรู้ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตาดู หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นชิมรส และมือสัมผัส ดังนั้นเรื่องหยิบของเข้าปากจึงแสดงถึงพัฒนาการของลูก คือ

* ประสานประสาทสัมผัสจาก 3 อวัยวะ คือ มือ ตา และปาก ด้วยการแยกแยะรายละเอียด กะระยะได้แม่นยำ และจับได้มั่นคงขึ้น

* การที่ลูกนั่งได้แล้ว จะทำให้ลูกมีมุมมองที่กว้างไกล เห็นสิ่งต่างๆ ได้หลากหลายขึ้นด้วย

* เมื่อเด็กเรียนรู้รสชาติและผิวสัมผัสได้มากขึ้น ก็จะค่อยๆ เรียนรู้ว่าสิ่งของแบบไหนที่สามารถเอาเข้าปากได้นั่นเอง

สมองคือจุดเชื่อมโยง

ขณะที่เด็กสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยการใช้มือ ตา ปาก นั้น สมองแต่ละส่วนก็ต้องทำงานไปพร้อมกันเพื่อชื่อมโยงอวัยวะดังนี้

* พาไรทัลโลบ (Parietal Lobe) จะควบคุมการใช้มือและตา

* เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) จะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง

* เท็มโพรัลโลบ (Temporal Lobe) และมอเตอร์คอเท็กซ์ (Motor Cortex) จะทำงานเป็นคู่หูกัน เมื่อลูกมีการเคลื่อนไหว

ยิ่ง เมื่อลูกหยิบจับสิ่งของบ่อยๆ สมองก็จะพัฒนาและทำงานได้ดีมากขึ้น ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และเก็บบันทึกจดจำไว้เป็นประสบการณ์ต่อไปในระยะยาวค่ะ

เมื่อเด็กใช้มือ ตา ปาก ทำงานประสานกันมากขึ้น เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) ซึ่งจะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง ก็ทำหน้าที่ควบคู่ไปด้วย

เรียนรู้ ด้วยมือ ตา และปาก

โดย: เกตน์สิรี

ตั้งแต่ลูกเริ่มเอื้อมมือคว้าได้ เดี๋ยวนี้เจออะไรเป็นต้องคว้าเข้าปากทุกที นี่แหละพัฒนาการขั้นสำคัญของหนู ที่พ่อกับแม่ต้องรู้และส่งเสริม

หยิบ เข้าปาก...เรื่องเรียนรู้ของวัยเบบี๋

ถ้าเห็นลูกวัย 6 เดือนที่เริ่มนั่งทรงตัวได้ดี แล้วเอื้อมคว้าของเข้าปาก...อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าลูกหิวเชียวนะคะ เพราะนั่นคือพัฒนาการในการเรียนรู้ ด้วยการสำรวจสิ่งใหม่ๆ รอบตัว

เพราะ เด็กขวบปีแรกเรียนรู้ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตาดู หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นชิมรส และมือสัมผัส ดังนั้นเรื่องหยิบของเข้าปากจึงแสดงถึงพัฒนาการของลูก คือ

* ประสานประสาทสัมผัสจาก 3 อวัยวะ คือ มือ ตา และปาก ด้วยการแยกแยะรายละเอียด กะระยะได้แม่นยำ และจับได้มั่นคงขึ้น

* การที่ลูกนั่งได้แล้ว จะทำให้ลูกมีมุมมองที่กว้างไกล เห็นสิ่งต่างๆ ได้หลากหลายขึ้นด้วย

* เมื่อเด็กเรียนรู้รสชาติและผิวสัมผัสได้มากขึ้น ก็จะค่อยๆ เรียนรู้ว่าสิ่งของแบบไหนที่สามารถเอาเข้าปากได้นั่นเอง

สมองคือจุดเชื่อมโยง

ขณะที่เด็กสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยการใช้มือ ตา ปาก นั้น สมองแต่ละส่วนก็ต้องทำงานไปพร้อมกันเพื่อชื่อมโยงอวัยวะดังนี้

* พาไรทัลโลบ (Parietal Lobe) จะควบคุมการใช้มือและตา

* เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) จะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง

* เท็มโพรัลโลบ (Temporal Lobe) และมอเตอร์คอเท็กซ์ (Motor Cortex) จะทำงานเป็นคู่หูกัน เมื่อลูกมีการเคลื่อนไหว

ยิ่ง เมื่อลูกหยิบจับสิ่งของบ่อยๆ สมองก็จะพัฒนาและทำงานได้ดีมากขึ้น ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และเก็บบันทึกจดจำไว้เป็นประสบการณ์ต่อไปในระยะยาวค่ะ

เมื่อเด็กใช้มือ ตา ปาก ทำงานประสานกันมากขึ้น เซลล์ประสาทประสานงาน (Associative Neuron) ซึ่งจะคอยทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง ก็ทำหน้าที่ควบคู่ไปด้วย

หนูเรียนรู้ด้วยมือ ตา ปาก

คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของลูก ด้วยมือ ตา ปาก ได้อย่างสนุกและปลอดภัยดังนี้ค่ะ

สนุก เรียนรู้

* มีเวลาเล่นกับลูกให้มากขึ้น และทุกครั้งที่เล่นควรปล่อยให้เขาได้หยิบจับของเล่นที่เขาสนใจด้วยตัวเอง

* ให้ลูกได้หยิบจับสิ่งของบ่อยๆ เพื่อฝึกความแม่นยำให้ลูกมากขึ้น

* หาของที่ให้ลูกสามารถหยิบจับได้ถนัดมือ เพื่อฝึกกำ คว้าจับ หรือเอาเข้าปากค่ะ

* ควรเลือกของเล่นที่มีความหลากหลาย ทั้งรูปทรง ขนาด และพื้นผิวสัมผัส เช่น ของเล่นนุ่มนิ่มบ้าง แข็งบ้าง จับแล้วรู้สึกเย็นหรืออุ่นแตกต่างกันไป ยิ่งมีเสียงหรือมีสีสดใส จะช่วยกระตุ้นความสนใจและสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายให้ลูกได้

* หยิบของเล่นให้ลูกมองตาม เพื่อคว้าจับ ช่วยให้การทำงานของมือและตาพัฒนามากขึ้น

* การยัดเยียดของเล่นให้ลูกอาจทำให้ลูกมีทัศนคติไม่ดีต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ ได้ เพราะเด็กบางคนอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่ยังปรับตัวไม่ได้และไม่กล้า ควรให้เขาค่อยๆ ลองสัมผัส หรือสร้างความคุ้นเคยด้วยตัวเอง จะทำให้เขากล้าเล่นมากขึ้นค่ะ

* อาหารเสริมของลูกวัยนี้ เช่น finger food หรือขนมปังแท่ง จะช่วยฝึกการใช้มือ ตา และปากของลูกได้อีกทาง

สนุกปลอดภัย

* หมั่นทำความสะอาดของเล่นบ่อยๆ เพื่อให้ลูกหยิบจับและเอาเข้าปากได้อย่างปลอดภัยทุกครั้ง

* เลือกของเล่นหรือสิ่งของที่ปลอดภัย ไม่มีเหลี่ยมแหลมคม ชิ้นไม่เล็กหรือมีชิ้นส่วนที่หลุดง่าย เพราะอาจทำให้สำลักหรือติดคอได้

* สีของของเล่นต้องปลอดภัยสำหรับเด็ก

* วางสิ่งของที่เป็นอันตรายให้พ้นมือลูก เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเอื้อมไปหยิบจับเอาเข้าปาก

* ถ้าเห็นว่าของในมือลูกอาจเป็นอันตราย อย่าเพิ่งตะโกนห้ามหรือแย่งสิ่งของออกจากมือลูกทันที เพราะจะส่งผลให้ลูกตกใจ ร้องไห้ และหมดความสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งนั้นไปเลยค่ะ ควรใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ แล้วดึงของออกจะดีกว่าค่ะ

คุณ พ่อคุณแม่อย่ากังวลว่าลูกจะติดพฤติกรรมเอาของเข้าปาก เพราะนี่เป็นธรรมชาติของเด็กขวบปีแรก เมื่อเขาโตขึ้นการหยิบจับเอาของเข้าปากจะค่อยๆ ลดหายไป เพราะเขารู้จักเล่นสำรวจ และเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยวิธีอื่นๆ แทนค่ะ

ขอบคุณเว็บ มัมมี่มีเดีย คะ






Monday, March 22, 2010

คุณแม่ผ่อนคลาย

ในฐานะแม่ยุคใหม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านไปด้วย รับภาระแม่บ้านผู้แสนดี ดูแลลูก ทำอาหาร มีบางครั้งทำหน้านิ่วขมวด เหนื่อยใจ อะไรก้อไม่ได้ดั่งใจ เหมือนที่เรากำลังเป็นอยู่ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหาทางคลายเครียดให้ตัวเองบ้าง ลองใช้วิธีที่แนะนำดูสิคะ เผื่อจะดีขึ้นคะ


1. ฟังเพลง
คุณแม่เลือกฟังเพลงเบา ๆ โดยเฉพาะเพลงประเภท Meditation ที่มีเพียงเสียงดนตรีบรรเลงหรือเสียงธรรมชาติ อย่างเสียงคลื่น เสียงน้ำตก หรือเสียงนกร้อง จะช่วยเรียกสมาธิคืนสู่สมองและจิตใจภายในเวลาสั้น

2. อาบน้ำ
อาบน้ำด้วยเจลอาบ น้ำที่มีส่วนผสมของคาโบมายล์โดยอุณหภูมิของน้ำอุ่นกำลังดี น้ำอุ่นๆ จะช่วยให้ร่างกายที่เครียดและเหนื่อยล้าผ่อนคลาย และจะพิเศษยิ่งขึ้นก็ต่อเมื่อคุณแม่จดจ่อรู้ทุกขณะที่น้ำไหลผ่านตัว

3. เล่นโยคะ
โยคะท่าง่ายๆ เล่นแบบสบายๆ ในห้องนอนสัก 10- 30 นาทีหรือว่านานกว่านั้น ก่อนไปทำกิจกรรมอย่างอื่น จะช่วยให้คุณแม่ค่อยๆ ผ่อนคลายสบายตัวขึ้น

4. นอนสมาธิ
ก่อนลุกออกจาก ที่นอนตอนเช้า หรือหลังจากล้มตัวลงนอน คุณแม่ก็สามารถทำสมาธิได้ด้วยการนอนหงาย วางมือทั้งสองประสานไว้บนอก หลับตา หายใจเข้า-ออกลึกๆ 3 ครั้ง ถ้าจิตยังไม่สงบ ให้เพิ่มการนับเลขเข้าไปด้วยก็ได้

5. หามุมสงบส่วนตัว
หาเวลาสงบสักวันละ 5-10 นาที อยู่ในที่เงียบๆ อากาศดีๆ นั่งผ่อนคลายอารมณ์ ทำจิตใจให้ว่างเปล่า ปล่อยให้ใจล่องลอยไปเรื่อยๆ ทิ้งความกังวลและปัญหาต่างๆ ไปชั่วคราว หายใจเข้าออกช้าๆ จะช่วยเติมพลังความสดใสให้กลับมา

6. เขียนไดอารี่
เสมือนเปิด ประตูอารมณ์ปล่อยให้ความอัดอั้นตันใจต่างๆ ไหลลงสู่หน้ากระดาษ การถ่ายเทความรู้สึกในใจออกมา จะทำให้จิตใจปรับสมดุลได้เร็วขึ้น เพราะระหว่างเขียนไดอารี่เป็นการทบทวนความรู้สึกตัวเองที่ดีที่สุด

อาจจะเลือกช่วงเช้าก่อนเจ้าตัวเล็กตื่น หรือตอนกลางคืนหลังลูกหลับไปแล้วก็ได้ค่ะ เพียงวันละ 10-30 นาทีทุกวัน ก็จะช่วยผ่อนคลายความเครียด สร้างสมาธิ อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลชีวิตได้เป็นอย่างดี

Wednesday, March 17, 2010

Smart Kids

ตอนนี้ลูกสาวคนโตอยู่ในวัยอนุบาล ซึ่งต้องเข้าใจในความต้องการของเค้า มาช่วยกันนำพาเค้าไปสู่ความฉลาดและเก่งรอบด้านตามวัยกันเถอะคะ

1. Go smart with playing
การเล่น เป็นความต้องการของเด็กโดยธรรมชาติ เพราะการเล่นคือประสบการณ์ที่สนุกและท้าทาย ช่วยวางรากฐานการเรียนรู้และส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา มีงานวิจัยพบว่าการเล่นช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองโดยตรงเพราะในขณะที่เด็ก เล่น สมองจะพัฒนาผ่านเกิดกระบวนการเรียนรู้ นอกจากนี้การเล่นยังก่อให้เกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ของเล่นเพียงชิ้นเดียวเด็กสามารถเปลี่ยนรูปแบบการเล่นมากมาย และการเล่นซ้ำๆ จะทำให้เขารู้จักกับสิ่งนั้นๆ มากขึ้น จนสั่งสมเป็นความชอบนำไปสู่แรงบันดาลใจได้
How to play : ห้องเรียนในร่มและกลางแจ้งคือโลก การเล่นที่สนุกและได้ประโยชน์มหาศาล
* ตามหาสมบัติ โดยคุณพ่อคุณแม่นำของเล่นไปซ่อนไว้ในสวนหลังบ้าน แล้วเขียนแผนที่ให้คุณลูกๆ สวมบทบาทนักผจญภัยช่วยกันตามหาสมบัติ
* การเล่นเกิดขึ้นด้วยงานศิลปะ เริ่มจากช่วยกันเก็บกิ่งไม้ที่สวน ออกแบบหน้ากากบนกระดาษ แล้วนำใบไม้หรือกิ่งไม้มาติดตกแต่ง
2. Go Smart with Imagination
จินตนาการ คือกระบวนการการสร้างภาพในสมอง เป็นทักษะเบื้องต้นของความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการจะช่วยทำให้เขามั่นใจในตัวเอง กล้าคิด และมีทักษะการคิดที่ดี สามารถแก้ปัญหาได้ เช่น เด็กๆ มักสร้างเพื่อนในจินตนาการขึ้นมาคอยปกป้องเขาเวลาที่เกิดความกลัว หรือเป็นเพื่อนเล่นยามเหงา
How to Imagine : สร้างบรรยากาศที่กระตุ้นให้เกิดจินตนาการ

* เกมทายส่งของในความมืด วิธีเล่นนำผ้าปิดตาเด็กๆ เติมความตื่นเต้นด้วยเสียงเพลงเบาๆ นำสิ่งของมาให้เขาสัมผัสและทายว่าสิ่งนั้นคืออะไร ฝึกจินตนาการ กระตุ้นประสาทสัมผัส
* เตรียมอุปกรณ์ที่หลากหลายให้เขาเล่นสมมติตามจินตนาการ เช่น หน้ากากต่างๆ ถุงมือรูปสัตว์ แว่นขยาย
* การอ่านหนังสือหรือนิทาน คือ เครื่องมือชั้นเยี่ยมให้เด็กๆ เกิดจินตนาการไม่รู้จบ
3. Go Smart with Creativity
ความคิดสร้างสรรค์ คือการคิดที่เชื่อมโยงจากจินตนาการนอกเหนือจากกรอบที่วางเอาไว้ เด็กทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าได้รับการเลี้ยงดูส่งเสริมอย่างไร และจังหวะที่ดีในการกระตุ้นเด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์คือช่วงปฐมวัยเพราะวัย นี้จะเริ่มมีความคิดเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เด็กที่ได้รับการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์จะเป็นคนกระตือรือร้นสนใจสิ่ง ต่างๆ และแก้ปัญหาได้อย่างหลากหลาย
How to Creative : การให้อิสระทางความคิดแก่เขา ให้เขาพูดและทำในสิ่งที่เขาคิด และสร้างบรรยากาศให้เขาใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่
* เนรมิตพื้นที่แสดงความคิดสร้างสรรค์ เช่น ของเล่น หนังสือนิทาน หรืออุปกรณ์ศิลปะ กระดาษแผ่นยักษ์ สีน้ำ
* กิจกรรม Cooking ให้เขาคิดเมนูอาหาร หรือเลือกวัตถุดิบด้วยตัวเอง แล้วตกแต่งหน้าตาให้สวยงาม
* การตั้งคำถามให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น ตั้งข้อสมมติ และค้นหาคำตอบ ที่สำคัญคุณควรเรียนรู้ไปพร้อมกันกับลูกค่ะ เพื่อให้รู้ว่าสิ่งไหนที่ลูกสนใจ และคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริม
4. Go Smart with Inspiration
ความใฝ่ฝันของเด็กๆ เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจที่อยู่ภายใน จะเห็นได้ว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จล้วนมีแรงผลักมาจากแรงบันดาลใจทั้งสิ้น เช่น ไอน์สไตน์ที่ได้ของขวัญเป็นเข็มทิศจากพ่อ ทำให้เขาสงสัยว่าทำไมเข็มทิศชี้จึงไปทางทิศเหนือตลอดเวลา นี่เป็นแรงบันดาลใจให้ไอน์สไตน์หาคำตอบจนสำเร็จ
How to Inspire : จะดีแค่ไหนคะ ถ้าคุณจะเริ่มเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เจ้าตัวเล็กตั้งแต่วันนี้
* มองหาสิ่งที่ลูกชอบแล้วส่งเสริมให้ถูกทางค่ะ เช่น ลูกชอบเล่นกีฬา อาจลองถามลูกว่าสนใจกีฬาทางด้านไหนเป็นพิเศษ หรือมีนักกีฬาคนไหนบ้างที่ลูกชื่นชอบ เพื่อหาต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค่ะ
* บางครั้งแรงบันดาลใจอาจมาจากบุคคลใกล้ตัว ลองเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพของคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกฟัง ให้ลูกมีประสบการณ์ที่หลากหลาย
* พาเขาไปแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อให้เขาค้นพบสิ่งที่ชอบจริงๆ
ทั้ง 4 ส่วนล้วนมาจากการเชื่อมโยงสรรพสิ่งรอบตัว หล่อหลอมให้พี่ใหญ่วัยประถมหรือน้องเล็กวัยอนุบาลเป็นเด็กเก่งรอบด้านได้ ด้วยฝีมือของคุณพ่อคุณแม่เองค่ะ