Friday, June 24, 2011

ปัญหามีปัญญาเกิด

เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น มากมาย สุข ทุกข์ เศร้า เสียใจ ไม่เข้าใจ เราไม่สามารถบังคับให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถเตรียมใจไว้เมื่อมันเกิดขึ้น เรารู้ว่าอะไรๆไม่แน่นอนเพราะฉะนั้นอย่ายึดติด คาดหวัง ว่ามันต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เราควรที่จะเผื่อใจไว้ในทุกๆสิ่งว่ามันอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ เสมอไป

อายุที่เพิ่มมากขึ้น แน่นอนเราต้องพบเจออะไรๆมามายมายหลายอย่าง สิ่งเหล่านั้นแหละจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น พร้อมต่อสู้กับอุปสรรคและปัญหาต่างๆที่เราไม่รู้เลยว่าอะไรจะวิ่งมาหาเรา อย่างที่บอกปัญหาทำให้เราหาทางแก้ไขกับมัน นั่นหมายถึงปัญหาทำให้ปัญหาเกิด ทำให้เราคิดหาทางแก้ไขกับมัน ทุกอย่างมีทางออก ไม่ว่าทางออกนั้นจะเป็นเช่นไร แต่มันก้อเป็นทางออกที่ทำให้เราออกมาจากปัญหานั้นได้

อย่าท้อ อย่าทอย ทุกอย่างเป็นบททดสอบในชีวิตของเรา เราต้องเจอกับอะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่สามารถล่วงรู้ได้ อดทน สู้ต่อไป ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่

Tuesday, June 14, 2011

ลูกสำลักบ่อย

คุณแม่ทั้งหลายเจอปัญหาลูกสำลักบ่อยบ้างมั้ยคะ น๊ะเจอกับลูกชายคนเล็กบ่อยเลยคะ ตอนนี้เค้าอายุ 1 ปี 7 เดือนแล้วคะ เวลาดื่มน้ำจะสำลักบ่อยมาก เค้าจะเอามือเคาะที่ศรีษะด้านขวาเลยไม่แน่ใจมันยังงัย พยายามเสิร์ชหาข้อมูล แต่ก้อหาไม่ตรงประเด็นที่ต้องการเท่าไหร่ แต่มาเจอเรื่องอาหารที่ทำให้สำลัก เก็บเอาไว้เป็นข้อมูล เผื่อจะมีประโยชน์สำหรับท่านอื่นบ้างคะ

คำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่
“ปัญหาการสำลัก จะพบบ่อยในเด็กที่อายุตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี เพราะเป็นช่วงวัยที่เด็กได้รับอาหารเสริม ที่มีลักษณะแข็งมากขึ้น และเป็นวัยที่เด็กสามารถใช้นิ้วมือหยิบจับอาหาร สิ่งของเข้าปากได้เอง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการสำลักจากการนำสิ่งของ เข้าปาก โดยเฉพาะช่วง 1 ขวบปีขึ้นไปที่สามารถเดิน วิ่งเล่น หรือกระโดดไปมาได้แล้ว ควรเริ่มฝึกให้เด็กสามารถนั่งกินข้าวได้เองที่โต๊ะอาหาร เพื่อเป็นการสอนให้เด็กรู้จักเวลากิน และลดปัญหาการสำลัก

ส่วนกรณีที่เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนสำลัก โดยส่วนมากแล้วพบได้ไม่บ่อย เพราะหากพ่อแม่รู้จักวิธีการป้อนนมที่ถูกต้อง โอกาสที่ลูกจะสำลักนมก็มีน้อยลง แต่หากลูกมีอาการสำลัก แล้วไม่มั่นใจ ก็ควรปรึกษาแพทย์โดยทันที ขอแนะนำแม่มือใหม่ว่า ควรให้ลูกได้รับนมแม่ เพราะโอกาสที่ลูกจะสำลักจากการกินนมแม่นั้นมีน้อยมาก แต่หากจำเป็นต้องให้ลูกได้รับนมผสม ก็ควรให้นมอย่างถูกวิธี และระมัดระวัง ดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ที่ยังอ่อนประสบการณ์อาจตกใจกับอาการสำลัก จับเด็กขึ้นทันที ทำให้นมที่ไหลค้างอยู่ในปาก ไหลย้อนกลับไปที่หลอดลม ทำให้เด็กเกิดการสำลักได้ ดังนั้น คุณพ่อแม่คุณแม่ควรจับเด็กนอนตะแคง เพื่อให้นมที่ค้างอยู่ไหลออกมาให้หมดก่อน

เรื่องที่ควรให้ความสำคัญคือ การเลือกอาหารที่เหมาะสมกับวัย วิธีการป้อนอาหาร การเลือกของเล่นให้ลูก รวมถึงการดูแลและปฐมพยาบาลเด็กในเบื้องต้นได้อย่างถูกวิธี ก็เท่ากับเป็นการเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง”

Monday, May 23, 2011

ลูกตาเข

มีประสบการเรื่องลูกตาเขมาแบ่งปันคะ
แรกเริ่มเดิมทีไม่ได้สังเกตเห็นเพราะอาการตาเขของลูกไม่เด่นชัดมาก แต่มาวันหนึ่งหลานที่เป็นเพื่อนเล่นของลูกเค้าทักว่าลูกสาวมีอาการตาเข เราเลยเริ่มเอะใจ ลองสังเกตุดูก้ออืมนะ เป็นจริงๆด้วย เลยต้องพอไปพอจักษุแพทย์ หมอบอกว่าตาเขมีได้หลายสาเหตุ สาเหตุนึงที่คาดว่าลูกน่าจะเป็นคือสายตายาว หมอเลยขอตรวจประสาทตาก่อนแล้วหลังจากนั้นมาวัดสายตาดู วัดสายตาเสร็จได้ค่าตรงที่ 450 หมอว่ายาวมโหฬารเลย แบบนี้ต้องใส่แว่นช่วย แล้วต้องมาตรวจดูอีกครั้งอีก 6 เดือนว่าสายตาปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

หมอบอกโชคดีที่คุณแม่มาพบหมอแต่เนิ่นๆ (ตอนนี้ลูกสาว 5 ขวบแล้วคะ) เพราะไม่เช่นนั้นสายตาข้างที่มีปัญหา หมายถึงข้างที่เข ซึ่งของลูกสาวจะเป็นข้างซ้าย ตาดวงนั้นจะขี้เกียจทำงานทำให้เป็นสายตาขี้เกียจแล้วจะทำให้ตาข้างนั้นหยุดการทำงานไป อืมคุณแม่ก้อเคยสังเกตุเห็นนะคะว่าลูกจะเป็นตาข้างที่มีปัญหาไว้บ่อยๆโดยใช้ตาข้างเดียวมอง

หากคุณแม่คนไหนอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมลองคลิ๊กต่างๆด้านล่างดูนะคะ จะได้ช่วยคลายปัญหาเรื่องตาเขของลูกแล้วรีบรักษาได้ทันท่วงทีนะคะ

http://www.doctor.or.th/node/4488
http://www.oknation.net/blog/optometry/2009/07/20/entry-1
http://community.momypedia.com/webboard_topic.aspx?tid=287575

Monday, April 25, 2011

พัฒนาการ ขวบหกเดือน

ตอนนี้เจ้าตัวน้อย ขวบหกเดือนแล้วคะ มาดูพัฒนาการของเค้าเพื่อกระตุ้นพัฒนาการกันคะ

เดือนนี้เจ้าตัวเล็กจะเริ่มก้าวเท้าเดินได้อย่างมั่นคงมากขึ้น จึงชอบการปีนป่ายและเมื่อไหร่ที่ส่ง
ลูกบอลให้ เขาจะเริ่มรับรู้ทิศทางและรู้ว่าจะเตะกลับมาให้เราได้อย่างไรแล้ว สมองของเขาก็เริ่ม
จดจำอะไรได้เร็วขึ้น ลองเล่นเกมซ่อนของกับเขาดูสิคะ เช่น บอกเขาว่าวันนี้เรามาหาของที่แม่
ซ่อนไว้กัน แม่จะซ่อนเอาไว้ 5 ชิ้นนะ ชิ้นแรกเป็น จาน หนูลองหาดูสิคะว่าอยู่ไหน? เพื่อฝึกทักษะเรื่องความจำของเขาเป็นอย่างดีเลยค่ะ
เคล็ดลับเพื่อพัฒนาการที่ดี
ให้ลูกน้อยได้สนุกกับงานศิลปะหลายๆ แบบดูนะคะ อย่างเช่น วาดรูป ปั้นดินน้ำมัน เอากระดาษ
มาแปะต่อๆ กันเป็นรูป หรืออะไรก็ได้ที่เขาชอบ จะช่วยพัฒนาการทางสมองด้านจินตนาการ
ของเขาได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

Monday, April 4, 2011

ขุมทรัพย์ใกล้ตัว


คนเรามักแสวงหาความสุขนอกตัว
เสียเงินเสียทองไปมากมายกับสิ่งเสพนานาชนิด
แต่แท้ที่จริงความสงบนั้นมีอยู่แล้วในลมหายใจของเรา

มีของใกล้ตัวอย่างหนึ่งที่เรามักใช้อย่างไม่คุ้มค่า
และทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ ทราบหรือไม่ว่าของที่ว่านั้นคืออะไร?
ถ้าตอบว่า น้ำ ไฟ กระดาษ ก็ขอบอกว่า "ผิด"
คำตอบคือ ลมหายใจ
พูดอย่างนี้ บางคนอาจสงสัยว่า
ทุกวันนี้มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะอาศัยลมหายใจ เท่านี้ยังไม่พออีกหรือ?
จริงอยู่ ลมหายใจช่วยให้เราเป็นผู้เป็นคนอยู่ได้
แต่นี้ก็เป็นคุณอนันต์แล้ว แต่ลมหายใจยังมีคุณค่านอกเหนือจากนั้น
คุณค่าอย่างหนึ่งที่เรามักมองข้ามก็คือ
ลมหายใจนั้นเป็นเพื่อนเตือนใจเราได้
เวลาเราโกรธใครสักคน ก่อนที่จะหลุดปากด่าว่าเขา
ลองหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกมาช้าๆ สัก 5 เที่ยว 10 เที่ยว
ความอัดอั้นเก็บกดอยากระบายโทสะหรือแผดเสียงใส่เขา จะลดลงไปมาก
สติที่เกือบจะหลุดหายไปจะกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
ถึงตอนนั้น เราจึงจะนึกขึ้นมาได้ว่า หากเราหลุดปากไป
เราเองนั้นแหละเป็นฝ่ายเสียหายหลายแสน ไม่ใช่เขาคนนั้น
ยาสลายนิ่ว ยาละลายไขมันก็มีแล้ว
ไม่สนใจยาสลายความโกรธบ้างหรือ
ลมหายใจนี่แหละเป็นยาสลายความโกรธชั้นดี
แถมยังมีสรรพคุณอเนกประสงค์ ใช้สลายความก ลัวก็ได้
สลายความเครียดก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่
กายกับใจนั้นสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
เวลาเกิดโทสะขึ้นมาในใจหัวใจจะเต้นเร็ว
ลมหายใจถี่กระชั้น นี่เรียกว่าใจมีผลต่อกาย
แต่ขณะเดียวกันกายก็มีผลต่อใจด้วย
ไม่เชื่อลองหายใจเร็วๆ สั้นๆ สักพัก จะรู้สึกเครียด
คนที่หายใจตื้นและถี่จะเป็นคนหงุดหงิดง่าย
ในทางตรงกันข้าม ถ้าหายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกยาวๆ ใจจะเบาคลาย
ลองสังเกตดูเถิด เวลาเราโกรธ กลัว ประหม่า ลมหายใจจะถี่และตื้น
แต่ถ้าเรารู้ตัวหรือจับความรู้สึกของตัวเองทันท่วงที
รีบเอาลมหายใจมาใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออกลึกๆ
ความรู้สึกโปร่งโล่งจะเข้ามาแทนที่ความเร่าร้อนวุ่นวายใจ
คนที่เครียดบ่อยๆ ลองหายใจแบบนี้ดูบ้าง
จะรู้สึกสบายขึ้นมาก
ถ้าใช้ลมหายใจให้เป็น นอกจากลมหายใจจะเป็นเพื่อนเตือนสติ
และเป็นยาคลายความเครียดชั้นดีแล้ว
เรายังจะพบต่อไปด้วยว่า ในลมหายใจนั้น
มีทรัพย์ล้ำค่าที่ใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมด
ทรัพย์ที่ว่าก็คือ ความสุขสงบ
คนเรามักแสวงหาความสุขนอกตัว
เสียเงินเสียทองไปมากมายกับสิ่งเสพนานาชนิด
แต่แท ้ที่จริงความสงบนั้นมีอยู่แล้วในลมหายใจของเรา
การหายใจเข้าออกช้าๆ อย่างที่ว่ามา เป็นบันไดเบื้องต้นสู่ความสงบ
ถ้าอยากให้เกิดผลดียิ่งขึ้นก็ให้น้อมใจไปจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจด้วย
ยิ่งจิตใจแนบชิดสนิทกับลมหายใจมากเท่าไร ก็ยิ่งดีมากเท่านั้น
หรือจะนับด้วยก็ได้ เช่น หายใจเข้านับ 1 หายใจออกนับ 1
จากนั้นหายใจเข้านับ 2 หายใจออกนับ 2 เรียงไปจนถึง 5 หรือต่อไปถึง 10 ก็ได้
ที่แล้วมาเราหายใจออกแบบทิ้งๆ ขว้างๆ กันจนเป็นนิสัย
ส่วนลมหายใจเข้าเราก็นึกว่ามีแต่ออกซิเจนเท่านั้น
แท้จริงลมหายใจเข้าและออกมี "ของดี" มากมายกว่านั้น
ในลมหายใจมีทั้งสติ มีทั้งความผ่อนคลายและความสุขสงบ
มีอะไรต่ออะไรมากมายที่ลมหายใจสามารถให้เราได้
ข้อสำคัญคือเราต้องใส่ใจกับลมหายใจของเราให้มากกว่านี้
แทนที่จะละเลยจนลืมตัวบ่อยๆ ว่าเรากำลังหายใจอยู่
-------------------------------------------------
จาก ร่มไม้และเรือนใจ

Wednesday, February 9, 2011


สัมพันธภาพ กุญแจสำคัญป้องกันลูกวีน

หลักง่ายๆ ในการป้องกันคือต้องรู้เหตุผลและที่มาที่ไปของพฤติกรรมของลูก ที่สำคัญคือสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่และลูกจะมีส่วนช่วยให้ลูกพัฒนาความ สามารถในการควบคุมตนเองโดย

- ใช้เวลา ร่วมกับลูกในกิจกรรมต่างๆ และให้ลูกได้เป็นผู้นำการเล่น โดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรสั่งหรือบงการให้ลูกทำตาม หรือถามคำถามมากมาย และแสดงให้ลูกรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่รักเขา (เช่น โอบกอด สัมผัส พูดบอกเขา)

- ฟังลูก เน้นว่าต้องฟังให้เข้าใจ ไม่ใช่แค่ฟังให้ได้ยินเท่านั้น อีกทั้งท่าทีในการฟังก็ต้องแสดงให้ลูกเห็นว่าคุณสนใจ ไม่ใช่ฟังแต่ไม่สนใจลูกนะคะ

- ให้ลูกได้พัฒนาทักษะการแก้ปัญหา ต่างๆ โดยไม่จำกัดความคิดของลูก ให้เขาค่อยๆคิดแก้ปัญหาด้วยตนเองไปทีละขั้นตอน ให้โอกาสและเวลาเด็กได้ฝึกคิดและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง จะทำให้เขามีทักษะและภูมิใจในตนเอง เช่น กินข้าวเอง แต่งตัวเอง และช่วยงานบ้านง่าย ๆ รวมทั้งเวลามีปัญหาอย่ารีบช่วยเหลือหรือบอกว่าเขาควรทำอะไร แต่ให้ถามว่า “หนูจะทำอย่างไร”

- เข้าใจความแตกต่างระหว่างเด็กแต่ละคน อย่าพูดเปรียบเทียบลูกกับพี่น้องหรือเด็กคนอื่น เพราะนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ลูกอาจรู้สึกไม่ดีกับคุณ

สิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยป้องกันปัญหาลูกงอแง วีนได้แล้ว ยังป้องกันปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ ของลูกได้ด้วยนะคะ

ทั้งหมดนี้ ต้องค่อยๆ นำไปใช้กับลูก โดยตัวคุณพ่อคุณแม่ต้องมีอารมณ์ที่สงบก่อน เพื่อจะเป็นหลักในการช่วยลูกแก้ปัญหาและพัฒนาพฤติกรรมไปในทิศทางที่ดีและ เหมาะสมได้ค่ะ

Monday, February 7, 2011

วางแผนการเงินเพื่อการศึกษาลูก

คนที่เป็นพ่อแม่นั้น ห่วงลูกที่สุดนอกเหนือจากเรื่องสุขภาพแล้ว ก็เห็นจะเป็นเรื่องการศึกษานี่ล่ะครับ ทุกปีเราจะเห็นพ่อแม่ไม่ว่ายากดีมีจนวิ่งเต้นหาโรงเรียนให้กับลูก โดยเฉพาะตอนเข้า ป.1 และ ม.1 หลายคนเครียดเสียจนทำให้ลูกพลอยเครียดและกลายเป็นเด็กมีปัญหา มีปมด้อยเมื่อสอบเข้าไม่ได้ในโรงเรียนที่พ่อแม่หวังไว้ไปเลยก็มีการ ที่จะเพิ่มโอกาสในการให้ลูกสอบเข้าได้ในโรงเรียนที่หวังไว้ คงต้องมาจากการวางแผนล่วงหน้า เช่น ต้องติวลูกในวิชาที่เขาอ่อน และติวตนเองให้พร้อมกับการถูกโรงเรียนสอบสัมภาษณ์ผู้ปกครองด้วยอีก สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือการวางแผนทางการเงินสำหรับการศึกษาของลูก เพราะจะมีประโยชน์อะไรถ้าลูกสอบเข้าได้ แต่พ่อแม่ไม่สามารถรับค่าใช้จ่ายได้ หลายคนอาจคิดว่าโรงเรียนรัฐบาลดีๆ ที่คิดค่าเทอมไม่แพงก็มีอยู่มากมาย จะต้องวางแผนทางการเงินด้วยหรือ คำตอบก็คือ ไม่มีโรงเรียนไหนที่ไม่มีค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ที่จะถูกเพิ่มเข้ามา เช่น ค่าชุดพละ ค่าหนังสือแบบฝึกหัด ค่ากิจกรรมนอกสถานที่ ฯลฯ นอกจากนี้อย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทุกปีด้วย ยกตัวอย่าง ถ้าค่าใช้จ่ายในปีนี้เป็น 10,000 บาทต่อปี และโรงเรียนคาดว่าจะปรับขึ้น 5% ต่อปี ภายใน 6 ปี ค่าใช้จ่ายนี้จะกลายเป็น 13,400 บาทต่อปีเลยครับ

ดังนั้น ในการวางแผนการศึกษาให้กับลูก เราต้องมีการวางแผนทางการเงินควบคู่กันไปด้วยครับ

ทางเลือกในการออมเงินเพื่อการศึกษาของลูก

ทางเลือกที่ 1 วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ การเปิดบัญชี เงินฝากไว้ในชื่อลูก แล้วก็ใส่เงินเป็นงวดๆ ทุกเดือนไป ปัญหาของการใช้วิธีนี้คือ จะได้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำในระยะยาว และพ่อแม่ต้องมีวินัยในการออมเงินจริงๆ เพราะฝากง่ายก็ถอนง่าย ดังนั้นถ้าจะเลือกวิธีนี้ อาจใช้ประเภทบัญชีฝากประจำพิเศษปลอดภาษีที่หลายธนาคารมีอยู่ ซึ่งกำหนดให้ฝากเงินเป็นประจำทุกเดือนเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยรับฝากไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือนก็ได้


ทางเลือก ที่ 2 ที่หลายคนทำกันคือ การ ทำประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ในชื่อของลูก วิธีนี้เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่ไม่มีวินัยทางการเงิน จึงต้องให้บริษัทประกันชีวิตบังคับให้ออมโดยการชำระเบี้ยประกันเป็นงวดๆ เป็นระยะเวลาหลายปี เมื่อครบกำหนดอายุถ้าลูกไม่ได้เสียชีวิต บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินก้อนให้ ซึ่งส่วนใหญ่คือทุนประกันนั่นเอง ข้อด้อยสำหรับทางเลือกนี้คือเงินที่เราจ่ายไปทุกปีจะถูกบริษัทประกันชีวิตนำ ไปใช้เป็นค่าบริหารงาน และรับความเสี่ยงการประกันชีวิตด้วย ผลตอบแทนที่จะได้จึงไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยสักเท่าไหร่


ทางเลือกที่ 3 คือการซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้บริษัทเอกชน ซึ่งวิธีนี้ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ลงทุนก่อน เพื่อที่จะได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารเป็นงวดๆ (ปกติปีละ 2 ครั้ง) เป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยเมื่อครบกำหนดแล้ว จะได้เงินต้นที่ลงทุนไว้ตั้งแต่แรกคืนมา

(ถ้า ผู้ออกพันธบัตร หรือหุ้นกู้ไม่เบี้ยวหนี้) ข้อด้อยของทางเลือกนี้คือ สภาพคล่องของตราสารเหล่านี้มีน้อยกว่าเงินฝาก และถ้าเราต้องการขายออกก่อนวันครบกำหนด เราอาจขาดทุน นอกจากนี้ ดอกเบี้ยที่ได้ส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ ปีแรกได้ 5% ปีที่ 8 ก็ยังได้ 5% อยู่

ทางเลือก ที่ 4 เป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งมีการนำเงินไปลงทุนได้หลากหลาย มีทั้งตราสารระยะสั้น ตราสารระยะยาว หุ้น ทองคำ หรือแม้กระทั่งการลงทุนในต่างประเทศ ข้อด้อยของทางเลือกนี้คือ ผลตอบแทนจะไม่แน่นอนโดยเฉพาะในระยะสั้น ทำให้พ่อแม่หลายคนไม่ค่อยสบายใจ แต่ที่จริงจะเป็นวิธีที่ทำให้เงินของเราพอกพูนขึ้นในระยะยาวได้ดีวิธีหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอื่นๆ อีก แต่อาจเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำได้ยาก เช่น การแต่งตั้งผู้ดูแลทรัพย์สินให้นำผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนไปจ่ายให้กับ สถาบันการศึกษาโดยตรง เป็นต้น

การวางแผนการเงินสำหรับการศึกษาของลูกควรแบ่ง เงินออกเป็นส่วนๆ ตามระยะเวลาที่ต้องใช้เงินในแต่ละช่วงเวลา ควรใช้การออมและการลงทุนหลายๆ อย่างประกอบกัน โดยปรับส่วนประกอบให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ และเวลาที่เหลืออยู่ เช่น เงินก้อนที่เตรียมไว้สำหรับลูกเข้าเรียนระดับมัธยมในอีก 7 ปีข้างหน้าอาจมีการลงทุนในหุ้นอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนลูกเรียนอยู่ ป.4 ก็ควรปรับสัดส่วนมาเป็นการลงทุนที่เสี่ยงน้อยแทนครับ

ขอบคุณมามี่พีเดียคะ